mmijpg.jpg (10811 bytes)

  thback.gif (987 bytes)thup.gif (1019 bytes)thnext.gif (980 bytes)

บทคัดย่อ

การขนส่งทางทะเลเป็นระบบที่ประหยัดและเป็นที่นิยมมากที่สุดในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ดัง นั้นประเทศที่มีทางออกทางทะเลจึงมีการพัฒนาธุรกิจพาณิชยนาวีขึ้น เพื่อประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ โดยสามารถลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศในด้านการใช้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยเรือต่างชาติและเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการส่งเสริมการจ้างแรงงานในประเทศให้มากขึ้นอีกด้วย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา จึงมีการส่งสินค้าเกษตรกรรออกและนำสินค้าที่ใช้ในการผลิต เข้าเป็นมูลค่าปีละมาก ๆ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินธุรกิจประเภทนี้มาช้านาม แต่ก็ยังอยู่ในสภาพที่ล้าหลัง ดังจะ เห็นได้ว่ามีขนาดกองเรือเล็กที่สุดเมื่อเทียบกับสมาชิกอาเซียน และสามารถมีส่วนขนสินค้าเพียงร้อยละ 5 ของ ปริมาณสินค้า เข้า-ออก ซึ่งรัฐบาลได้ตระหนักดีถึงปัญหานี้ จึงได้บรรจุนโยบายส่งเสริมการพาริชยนาวีไทยไว้ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (ปี 2525-2529) เพื่อมุ่งพัฒนาให้ทัดเทียมนานาประเทศ ซึ่งมี ปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายประการและที่สำคัญซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพาณิชยนาวีไทยในอดีตและ ปัจจุบัน คือ ความขาดแคลนบุคลากร ปัญหานี้จะต้องมีการแก้ไขและเตรียมการแต่เนิ่น ๆ เพราะการเตรียมกำลัง คนเป็นปัจจัยแรกสุดและต้องใช้ระยะเวลาเตรียมนานกว่าปัจจัยอื่น

ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนความต้องการกำลัง คนเมื่อมีการขยายตัวของธุรกิจพาณิชยนาวีไทยในอนาคตตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ซึ่งผลที่ได้จากการวิจัยนี้มีความมุ่งหวังเพื่อประโยชน์ต่อการใช้เป็นแนวทางของการผลิตบุคลากรให้มีจำนวนและ คุณภาพที่เพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจพาณิชยนาวีไทย นอกจากนี้เพื่อทำให้ทราบถึง ปัญหาการดำเนินงานด้านกำลังคน ตลอดจนปัญหาที่มีต่อการขยายตัวของธุรกิจพาณิชย-นาวี

ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนี้ส่วนใหญ่ได้มาจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารของหน่วยธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจ พาณิชยนาวีในประเทศไทยเป็นจำนวนทั้งสิ้น 79 บริษัท แต่จากการสำรวจสามารถเก็บข้อมูลจากบริษัทที่ดำเนิน ธุรกิจนี้ได้เพียง 42 บริษัทเท่านั้น ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการล้มเลิกและย้ายสถานที่ทำการซึ่งไม่สามารถติดตามได้ ตลอดจนบางบริษัทเป็นบริษัทในเครือที่ดำเนินงานโดยบุคลากรชุดเดียวกัน จึงทำให้ได้ข้อมูลจากบริษัทแม่เพียง บริษัทเดียว ซึ่งการวิเคราะห์ถึงความต้องการกำลังคนของธุรกิจพาณิชยนาวีไทยได้อาศัยข้อมูลปฐมภูมิและวิธี การทางสถิติที่เกี่ยวกับการประมาณค่าแนวโน้ม (Trend Analysis) การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงเส้นตรง (Linear Regression Analysis) และการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) เป็นหลัก นอกจากนี้ยัง ได้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิอีกบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาถึงประวัติความเป็นมา สภาพพาณิชยนาวีไทยในปัจจุบัน และความสำคัญของการพาณิชยนาวีที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ได้จากการศึกษาความต้องการกำลังคนในธุรกิจพาณิชยนาวีไทยนั้น ได้นำมาใช้ ในการทดสอบสมมุติฐานที่ได้กำหนดไว้ 2 ประการ คือ

  1. ปัจจุบันกำลังคนในธุรกิจพาณิชยนาวียังขาดแคลนทั้งด้านจำนวนและคุณภาพ ทั้งด้านกำลังคนฝ่าย เดินเรือและกำลังคนบนฝั่ง

  2. ในอนาคตธุรกิจพาณิชยนาวีจะมีการขยายตัวมากขึ้น ซึ่งจะยังผลให้ความต้องการด้านกังคนทั้งฝ่าย เดินเรือและฝ่ายบนฝั่งมีมากขึ้น

จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ปรากฏว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นแสดงให้เห็นว่าสมมุติฐานทั้ง 2 ข้อนั้นเป็นจริงนอก จากนี้ยังได้ทราบถึงอัตราการเข้า-ออกจากงาน ความต้องการด้านระดับคุณวุฒิและเพศของบุคลากรทั้งบนฝั่ง และบนเรือในธุรกิจการเดินเรือทะเลอีกด้วย ซึ่งมีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้

  1. ปัจจุบันผลิตบุคลากรสำหรับธุรกิจพาณิชยนาวีของไทย ยังเป็นโครงการณ์เริ่มแรกซึ่งไม่สามารถผลิต บุคลากรเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้ในขณะนี้ โดยเฉพาะบุคลากรบนฝั่ง ส่วนบุคลากรบนเรือนั้นได้ มีการผลิตโดยศูนย์ฝึกพาณิชยนาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม มาตั้งแต่ปี 2518 แต่จำนวนบุคลากรที่ผลิตได้ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของธุรกิจ ทั้งนี้สืบเนื่องจากอุปสรรคหรือข้อจำกัดต่าง ๆ คือ

  2. ด้านการฝึกภาคทางทะเล ไม่มีจำนวนเรือและกำลังเจ้าหน้าที่ที่ใช้ในการฝึกภาคปฏิบัติทางเรือที่เพียงพอ

    ด้านอาจารย์ผู้สอนไม่พอที่จะควบคุมดูแลและติดตามผลการเรียนโดยตรงและต่อเนื่อง

    ขาดอุปกรณ์การฝึกอบรมและสิ่งอำนวยความสะดวกในการสอนต่าง ๆ ที่จำเป็น

    จากอุปสรรคดังกล่าวยังผลให้เกิดความขาดแคลนบุคลากรในปัจจุบัน ทั้งบุคลากรบนฝั่ง และบุคลากร บนเรือ ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ แต่เนื่องด้วยธุรกิจพาณิชยนาวีจำเป็นต้องดำเนินต่อไปจึงได้มีการใช้ บุคลากรที่สำเร็จการศึกษาสาขาอื่นทดแทน กล่าวคือ บุคลากรบนเรือใช้บุคคลที่มาจากกองทัพเรือและชาว ประมง โดยบุคลากรเหล่านี้ไม่มีความรู้ทางด้านธุรกิจพาณิชยนาวีมาโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องของสินค้า กฎและ ระเบียบของท่าเรือประเทศต่าง ๆ เป็นต้น

    สำหรับบุคลากรบนฝั่งในธุรกิจพาณิชยนาวีไทยนี้ยังขาดแคลนผู้ชำนาญและผู้มีประสบการณ์อยู่มาก โดยธุรกิจด้านนี้ต้องการบุคลากรที่มีความรู้เรื่องการค้าระหว่างประเทศ ระเบียบ ประเพณีและกฎหมายที่ใช้อยู่ ในประเทศต่าง ๆ ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจและตลาดของประเทศต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการ ขาดบุคลากรบนฝั่งนี้ทำให้กิจการพาณิชยนาวีไทยทั้งภาครัฐบาลและเอกชนไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรและต้องพึ่งต่าง ประเทศมาเป็นผู้ดำเนินธุรกิจของบริษัทเดินเรือทะเลของไทย นอกเหนือไปจากความจริงที่ว่าชาวต่างชาติครอบ งำธุรกิจเดินเรืออยู่แล้วทำให้มีการรั่วไหลเงินตราออกสู่ต่างประเทศ เกิดการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย จึงควร ต้องมีการแก้ไขดังนี้

    ระยะสั้น ให้สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งที่มีความพร้อมทำการสอนวิชาเกี่ยวกับการพาณิชยนาวี โดย กำหนดเป็นวิชาเลือกและเปิดเป็นสาขาวิชาตามลำดับ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานและแนวทางสำหรับ นักศึกษา รวมทั้งส่งเสริมให้มีการจัดอบรมและสัมมนาเกี่ยวกับการพาณิชยนาวีขึ้นด้วย เพือเผยแพร่ความรู้ด้าน นี้ให้แพร่หลาย และเพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรธุรกิจการเดินเรือทุกระดับให้มีความรู้ทันกับความก้าวหน้าใน เทคนิคใหม่ ๆ

    ระยะยาว ควรมีการจัดตั้งสถาบันการพาณิชยนาวี (Maritime Institute) ขึ้น ทั้งระดับมหาวิทยาลัย และระดับอาชีวศึกษา โดยความร่วมมือของสถาบันการศึกษา บริษัทเรือ และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อผลิต บุคลากรสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพาณิชยนาวีในทุกระดับให้เกิดความชำนาญสามารถปฏิบัติงานได้ ทันที (Professional Personnel) สามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนบรรลุเป้า หมายของการพัฒนาธุรกิจพาณิชยนาวีไทยอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิพล

    การเตรียมการผลิตบุคลากรทางด้านพาณิชยนาวีดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาความขาดแคลนกำลัง คนของธุรกิจพาณิชยนาวีไทยในปัจจุบัน และเป็นการเตรียมบุคลากรให้เพียงพอทั้งด้านจำนวนและคุณภาพใน การตอบสนองความต้องการกำลังคนที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการขยายตัวของธุรกิจนี้ในอนาคตอีกด้วย

  3. จากการศึกษาถึงอัตราการเข้า-ออกจากงานของบุคลากรในธุรกิจพาณิชยนาวีนั้น ปรากฏว่าอัตรา การเข้าทำงานของบุคลากรสูงกว่าอัตราการออกจากงานของบุคลากรแต่และแผนก (บุคลากรบนฝั่งและ บุคลากรบนเรือ) ในช่วงปี 2519-2523 ทั้งในกิจการเจ้าของเรือไทย บริษัทตัวแทนและสาขาบริษัทเรือต่างชาติ ดัง นั้นอาจกล่าวได้ว่าอัตราความต้องการกำลังคนของธุรกิจพาณิชยนาวีไทยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงจำเป็น ที่รัฐบาลและเอกชนควรจะร่วมมือกันตระเตรียมบุคลกรทั้งด้านปริมาณและคุณภาพให้เพียงพอที่จะตอบสนอง ความต้องการของธุรกิจพาณิชยนาวีไทยในอนาคต เพื่อลดอัตราการว่าจ้างชาวต่างประเทศมาดำเนินงาน ซึ่ง นอกจากป้องกันการรั่วไหลเงินตราออกนอกประเทศแล้ว ยังเป็นการช่วยเพิ่มงานให้แก่คนในประเทศอีกด้วย

  4. สำหรับระดับการศึกษาและเพศของบุคลากรในธุรกิจพาณิชยนาวี จากการวิจัยปรากฏว่า บุคล กรบนเรือต้องการเพศชาย โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ ประสบการณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องได้ รับประกาศนียบัตรที่ให้การรับรองจากกรมเจ้าท่าด้วย ส่วนบุคลากรบนฝั่งนั้นธุรกิจต้องการผู้ที่มีการศึกษาระดับ อาชีวศึกษาและระดับปริญญาตรีเป็นส่วนใหญ่ โดยบุคลากรบนฝั่งแผนกการเงิน-การบัญชี มีการใช้บุคลากรเพศ หญิงมากกว่าเพศชาย และบุคลากรบนฝั่งแผนกบริหารและตลาด ปฏิบัติการเรือและหาสินค้าใช้บุคลากรเพศ ชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งการเลือกบุคลากรชายหรือหญิงของธุรกิจเพื่อปฏิบัติงานนั้นจะพิจารณาจากความ เหมาะสมของแต่ละลักษณะงานที่แตกต่างกัน