งานวิจัย 22
งานวิจัยเรื่อง ระบบแผนการขนส่งในภูมิภาคอินโดจีน

ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.อิทธิพล ปานงาม และคณะ

บทคัดย่อ

          งานวิจัยนี้ได้ทำการประเมินสถานภาพของเส้นทางการค้าและโครงสร้างพื้นฐานการ ขนส่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตย- ประชาชนลาว และเวียดนาม เปรียบเทียบกับของไทย โดยพิจารณาถึงโอกาสการขยายโครงข่ายของการขนส่งตามที่ได้มีการ ประชุมกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตามโครงการต่าง ๆ หลายโครงการ ได้พิจารณาการขนส่งตามความต้องการของการค้าระหว่าง ประเทศ โดยเล็งเห็นความสำคัญของรายได้จากการค้าที่จะนำมาบำรุงรักษา และขยายโครงข่ายการขนส่งทางบก ในฐานะคู่แข่ง กับการขนส่งทางทะเล ซึ่งหลายประเทศในกลุ่มดังกล่าวที่มีทางออกสู่ทะเลได้สะดวกได้กระทำตลอดมา การวิจัยได้ศึกษาข้อมูลที่ เก็บได้จากจุดผ่านแดนต่าง ๆ การสัมภาษณ์ผู้ค้า ผู้ส่งออก นำเข้าและหอการค้าจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย ข้อมูลที่เก็บได้จาก การเดินทางศึกษาการขนส่งในลาว และเวียดนาม ได้แก่ เมืองฮานอย ไฮฟอง ดานัง โฮจิมินห์ และวังเตา

          แนวโน้มของการค้าระหว่างประเทศของไทยได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อสิ้นสุดปี 2539 ไทยส่ง สินค้าออกมีมูลค่ารวม 56.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1 ใน 12 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งออกทั้งหมด 554 พันล้าน เหรียญสหรัฐฯ เมื่อนำมูลค่าการส่งออกของไทยเป็นหัก ประเทศจีนและมาเลเซียส่งออกสูงกว่าไทย 2.55 และ 1.37 เท่าตามลำดับ ในขณะที่เมียนม่าร์ เวียดนาม กัมพูชา และลาว ส่งออกเพียง 0.018, 0.13, 0.011 และ 0.005 เท่าของไทยเท่านั้น อย่างไรก็ดีการค้า ของไทยกับประเทศเหล่านี้ กำลังเพิ่มขึ้นและเป็นที่น่าพอใจ การค้าไทย-จีนเมื่อปี 2539 สูงถึง 97 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับ ปี 2535 ซึ่งมีมูลค่าการค้าเพียง 62 พันล้านบาท แต่เป็นการค้าทางทะเลเป็นส่วนใหญ่ ในปีเดียวกันนี้ (ปี 2535) ไทยส่งสินค้าออกไปยังเวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนม่าร์ คิดเป็นมูลค่า 14.7, 9.20, 9.19 และ 8.01 และนำเข้า 1.66, 1.74, 1.21 และ 3.29 พันล้านบาท ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขส่งออก 2.04, 1.04, 2.36 และ 3.57 และตัวเลขการนำเข้า 2.04, 1.04, 2.07 และ 3.58 พันลานบาทลำดับ จะเห็นได้ว่าการค้าได้เพิ่มอย่างรวดเร็ว และไทยเริ่มได้เปรียบดุลการค้ามากขึ้น การค้ากับ เวียดนามส่วนใหญ่เป็นการค้าทางทะเลเช่นเดียวกับการค้าไทย-จีน แม้ว่าเส้นทางขนส่งทางบกติดต่อระหว่างประเทศจะดีกว่า ทั้งนี้ เนื่องมาจากประเภทของสินค้า ได้แก่ การส่งออกยานพาหนะและอะไหล่ และการนำเข้าอาหารทะเลเป็นและแช่เย็นตรง สู่โรงงานในภาคใต้ของประเทศไทย เป็นต้น

          จังหวัดตามชายแดนไทย ลาว กัมพูชา และเมียนม่าร์ ได้เปิดกว้างสู่การค้ามากขึ้นกว่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ เมื่อ พิจารณาการค้าที่หนองคายเป็นหลัก จะเห็นว่าการค้าไทย-ลาว การค้าผ่านแดนและการค้าชายแดนรวมกันประมาณปีละ 6,000 ล้านบาท (ประมาณอีกร้อยละ 10 ผ่านแดนกับประเทศที่สาม) เชียงราย มุกดาหาร และตาก การค้าชายแดนประมาณร้อยละ 40, 36 และ 28 ของหนองคาย ในปลายปี 2539 ไทยเปิดจุดผ่อนปรนถาวร เพื่อทำการค้าทั้งหมด 14 แห่ง การค้าชายแดนอาจจะไม่สำคัญ มากเมื่อเปรียบเทียบกับการค้ากับประเทศโพ้นทะเลของไทย แต่การค้าชายแดนมีความสำคัญกับเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนไทย และมีความสำคัญสูงมากกับชายแดนของประเทศเพื่อนบ้านในด้านช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้น

          การขนส่งและการอำนวยความสะดวกเป็นกุญแจสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ลาวเป็น ศูนย์กลางของทางบกของอีก 4 ประเทศ ในปัจจุบันมีการดำเนินการซ่อมบูรณะเส้นทางประธานเหนือ-ใต้ สาย 13 และถนนสาย 1 และ 2 แนวตะวันออก ตะวันตก ในภาคเหนือที่จะเชื่อมไทยกับจีนตอนใต้ และภาคเหนือของเวียดนาม และถนนสาย 9 เชื่อมกับ มุกดาหารกับเวียดนามตอนกลางและท่าเรือน้ำลึกบนฝั่งทะเลจีนใต้ ลาวมีงบประมาณน้อยมากและเมื่อพิจารณาจากการค้าระหว่าง ประเทศของลาวแล้วจะมีส่วนแบ่งต่ำมาก เมื่อสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแล้วเสร็จ ความคาดหวังที่จะเห็นการอำนวยความสะดวก ในการขนส่งเข้าสู่มาตรฐานสากลมิได้เกิดขึ้นเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันได้เกิดขึ้นกับสะพานมิตรภาพไทย-เมียนม่าร์ จึงนับได้ว่า ขีดจำกัดในด้านการขนส่งสินค้าได้เกิดขึ้นทั้งสองด้าน โดยข่ายคมนาคมและระบบการอำนวยความสะดวกสำหรับกัมพูชาซึ่งกำลัง ย้อนกลับไปเข้าสู่สงครามกลางเมืองอีกครั้ง โครงการสร้างถนนและทางรถไฟเชื่อมระหว่างไทยกับเวียดนามจึงคงยังห่างไกล และ เมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ เวียดนามคงต้องลงทุนอีกเป็นจำนวนมากที่จะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านได้มีโอกาสได้เข้าไปใช้ โครงข่ายคมนาคมต่าง ๆ ในประเทศ ที่กำลังเกิดการแข่งขันด้านงบประมาณลงทุนเพื่อพัฒนาทั้งระบบประธานของถนน รถไฟ การขนส่งชายฝั่ง กองเรือพาณิชย์และท่าเรือ

poshorsa.gif (203 bytes)