เรือและกฎข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับเรือไทย
: บทบัญญัติกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือ

จัดทำข้อมูลโดย : สุนันทา เจริญปัญญายิ่ง



        เรือเป็นยานพาหนะทางน้ำ ที่มีการเดินเรือไปมาทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรืออยู่หลายฉบับ แบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กฎหมายควบคุมและจัดระเบียบสัญจรเรือ กฎหมายควบคุมดูแล กฎหมายเฉพาะสำหรับเรือไทย กฎหมายส่งเสริมและ กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง.

        - กฎหมายควบคุมและจัดระเบียบสัญจรเรือ ได้แก่

        พระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 เป็นกฎหมายที่เก่าที่สุดฉบับหนึ่งของไทย มีเนื้อหาของกฎหมายเกี่ยวข้องกับเรือหลายด้าน ได้แก่ การจัดระเบียบในการสัญจรไปมาทางน้ำ และเพื่อความปลอดภัย การกำหนดข้อบังคับแก่เรือที่เดินในลำน้ำ หรือเรือเดินทะเลที่อยู่ในเขตน่านน้ำไทย เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นการวางระเบียบ วิธีการสำหรับการเดินเรือ การจอด

        - กฎหมายควบคุมดูแล ได้แก่

        พระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ.2481 เป็นกฎหมายหลักที่ถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อควบคุมดูแลเรือไทย เนื้อหาของกฎหมายประกอบด้วย การจดทะเบียนเรือไทย ใบทะเบียนเรือไทย การโอนกรรมสิทธิ์เรือ การจำนองและบุริมสิทธิ์อันเกี่ยวกับเรือไทยที่ได้จดทะเบียนแล้ว ชื่อเรือ การเปลี่ยนแปลงเรือ การเปลี่ยนเมืองท่าขึ้นทะเบียน การจดทะเบียน การเปลี่ยนแปลง และการจดทะเบียนใหม่ ตลอดจนสิทธิและหน้าที่พิเศษของเรือไทย

        - กฎหมายเฉพาะสำหรับเรือไทย ด้วยลักษณะกิจกรรมเรือ ที่ต้องเดินทางไปมา การดำเนินงานเรือจึงมีความแตกต่างจากการดำเนินธุรกิจอื่น ทำให้ต้องมีการบัญญัติกฎหมายพิเศษขึ้นมาหลายฉบับ เพื่อใช้บังคับกับเรือเดินทะเล ได้แก่

        1) พระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ. 2534 วัตถุประสงค์ของการออกกฎหมายนี้ มี 3 ประการ คือ

        ๐ เพื่อให้ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ในกรณีที่ โจทก์มีภูมิลำเนาในประเทศไทย จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย จำเลยนั้นเป็นเจ้าของ/ผู้ครอบครองเรือเดินทะเลที่เข้ามาในประเทศไทย หรือมูลคดีเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรือ/การดำเนินงานของเรือ

        ๐ มีหลักประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ โดยกักเรือของจำเลยที่เข้ามาในประเทศ ไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีก่อน/พร้อมกับขอกักเรือ

        ๐ การดำเนินคดีไม่มีข้อติดขัด/ชักช้าในเรื่องการส่งคำคู่ความ โดยให้ส่งที่เรือซึ่งกักไว้นั้น หรือ ถ้าปล่อยเรือไปแล้ว ต้องมีตัวแทนรับคำคู่ความอยู่ในประเทศ

        2) พระราชบัญญัติการจำนองเรือและบุริมสิทธิทางทะเล พ.ศ. 2537 เพื่อใช้บังคับกับการจำนองเรือเดินทะเล และกำหนดบุริมสิทธิทางทะเลไว้โดยเฉพาะสำหรับเรือเดินทะเล

        3) พระราชบัญญัติการเฉลี่ยความเสียหายทั่วไปจากภยันตรายในการเดินเรือ พ.ศ. 2547 กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อรองรับหลักสากลของการเดินเรือ ที่กำหนดให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการเสียสละทรัพย์สินหรือผู้ที่เสียค่าใช้จ่ายเป็นกรณีพิเศษ เพื่อปกป้องรักษาเรือและทรัพย์สินที่เผชิญภยันตรายร่วมกัน มีสิทธิเรียกเฉลี่ยความเสียหายทั่วไป โดยเจ้าของเรือและเจ้าของทรัพย์สินที่พ้นจากภยันตราย ต้องร่วมเฉลี่ยในความสูญเสียหรือความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

        4) พระราชบัญญัติการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550 การเดินเรืออาจต้องประสบภยันตรายอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่เรือ ทรัพย์สิน หรือบุคคลบนเรือ ได้ตลอดเวลา จึงทำให้ต้องมีกฎหมายพิเศษ เพื่อวางหลักเรื่องการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือกู้ภัย และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการได้รับเงินตอบแทนของผู้ช่วยเหลือกู้ภัย

        5) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้กำหนดให้ความคุ้มครองแรงงานประจำเรือ ได้แก่ งานบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล1 ซึ่งโดยลักษณะการทำงานแล้วมีสภาพการจ้างและการทำงานที่แตกต่างจากแรงงานทั่วไป ทำให้มีการประกาศกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในกลุ่มนี้เป็นพิเศษแตกต่างออกไป2

        - กฎหมายส่งเสริมเรือไทย กิจการเรือไทยเป็นกิจการหนึ่งซึ่งมีความสำคัญสำหรับประเทศ และเป็นหนึ่งในกิจการพาณิชยนาวีที่รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญและได้ผลักดันให้มีการส่งเสริมเรือไทยด้วยการออกเป็นกฎหมายส่งเสริมในหลายลักษณะ ดังนี้

        1) พระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. 2521 เป็นกฎหมายส่งเสริมกิจการพาณิชยนาวีหลายประเภท ซึ่งรวมถึงกิจการเรือไทย ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรือ ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวีไทย3 เพื่อสร้างเสริมกองเรือไทย กำหนดมาตรการและหรือให้สิทธิและประโยชน์แก่เรือไทย เช่น กำหนดของที่ทางราชการ องค์การของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ สั่งหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยทางเรือในเส้นทางที่มีเรือไทยเดินอยู่และสามารถให้บริการรับขนได้ ต้องบรรทุกโดยเรือไทย4

        2) พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 : ประกาศกรมศุลกากร ที่ 89/2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยกเว้นอากรสำหรับของตามประเภทที่ 7 ภาค 4 ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยกเว้นอากรสำหรับส่วนประกอบ อุปกรณ์ประกอบและวัสดุที่นำเข้ามาเพื่อใช้ซ่อมเรือ หรือส่วนของเรือ โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

        ก. กรณี ผู้นำของเข้า ที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายศุลกากร เพื่อใช้เก็บส่วนประกอบ อุปกรณ์ประกอบ และวัสดุที่ใช้ซ่อมหรือสร้างเรือ หรือส่วนของเรือ ดังนี้

        (1) เป็นส่วนประกอบ อุปกรณ์ประกอบ และวัสดุที่นำเข้าเพื่อใช้ซ่อมหรือสร้างเรือ หรือส่วนของเรือขนาดตั้งแต่ 15 ตันกรอสขึ้นไปตามที่กรมเจ้าท่ารับรอง

        (2) ต้องเป็นผู้ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายศุลกากร เพื่อใช้เก็บส่วนประกอบ อุปกรณ์ประกอบ และวัสดุที่ใช้ซ่อมหรือสร้างเรือ หรือส่วนของเรือ โดยคลังสินค้านั้นจะต้องจัดตั้ง ณ ที่ซึ่งกรมศุลกากรสามารถปฏิบัติงานได้โดยสะดวก และการนำเข้าจะต้องกระทำ ณ ท่าหรือที่ซึ่งกรมศุลกากรอนุมัติเพื่อการนี้ ในการยื่นคำร้องขอจัดตั้ง ผู้นำของเข้า ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

                - เป็นผู้ที่ดำเนินกิจการอู่ซ่อมหรือสร้างเรือ หรือส่วนของเรือซึ่งมีผู้ถือหุ้น สัญชาติไทยเกินร้อยละ 50 เว้นแต่ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

                - เป็นผู้ที่มีความสามารถในการซ่อมหรือสร้างเรือเดินทะเล หรือส่วน ของเรือเดินทะเลที่มีขนาดเกิน 60 ตันกรอสขึ้นไป โดยมีหนังสือรับรอง ความสามารถจากกรมเจ้าท่า

        (3) ผู้นำของเข้าต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นอากรตามแนบท้ายประกาศฯ

        (4) กรณีที่มิได้นำไปใช้ซ่อมหรือสร้างเรือ หรือส่วนของเรือเรือขนาดตั้งแต่ 15 ตันกรอส ขึ้นไป ภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันนำเข้า ผู้นำของเข้าจะต้องชำระภาษีอากร โดยถือเป็นการนำเข้าตามปกติ หรือส่งออกนอกราชอาณาจักร

        (5) จัดทำหลักฐานควบคุมและทะเบียนบัญชี การนำของเข้าเก็บ การใช้ของไปแต่ละขั้นตอน และของที่ยังไม่ได้ใช้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบได้

        ข. กรณีผู้นำของเข้าเป็น เจ้าของเรือ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

        (1) เป็นส่วนประกอบ อุปกรณ์ประกอบ และวัสดุที่นำเข้าเพื่อใช้ซ่อมหรือ หรือส่วนของเรือขนาดตั้งแต่ 250 ตันกรอสขึ้นไป ดังนี้

                - เป็นส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ประกอบของเรือ ซึ่งมีระบุอยู่ในหนังสือคู่มือประจำเรือ

                - เป็นส่วนประกอบ อุปกรณ์ประกอบ และวัสดุของเรือที่ต้องมีประจำเรือเพื่อความปลอดภัยและการป้องกันมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลตามข้อบังคับของ International Maritime Organization: IMO

        (2) ต้องเป็นเจ้าของเรือไทยเท่านั้น และต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นอากร สำหรับส่วนประกอบ อุปกรณ์ประกอบ และวัสดุที่นำเข้ามาเพื่อใช้ซ่อมเรือ หรือส่วนของเรือขนาดตั้งแต่ 250 ตันกรอสขึ้นไป พร้อมสำเนาทะเบียนเรือต่อหน่วยบริการศุลกากร เพื่อประกอบการผ่านพิธีการศุลกากรและตรวจปล่อยทุกครั้ง

        (3) ในกรณีที่มิได้นำไปซ่อมเรือ หรือส่วนของเรือภายในกำหนดเวลา 1 ปีนับแต่วันนำเข้า ผู้นำเข้าต้องชำระภาษีอากรโดยถือเป็นการนำเข้าตามปกติ

        (4) ผู้นำของเข้าจัดทำหลักฐานควบคุมและทะเบียนบัญชี การใช้ของไปแต่ละขั้นตอนของการซ่อม ผลกากรซ่อม และยื่นต่อสำนักตรวจสอบอากร กรมศุลกากร ภายใน 15 วัน นับแต่วันครบกำหนด 1 ปี

        3) พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร

        ก. ภาษีเงินได้

        o พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 425) พ.ศ. 2547 กำหนดให้ลดอัตราภาษีเงินได้ที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 1 สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าเช่าเรือเดินทะเลที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการเช่าเรือนั้นได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการพาณิชยนาวี ทั้งนี้ เฉพาะค่าเช่าที่มีการจ่ายตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2550

        o พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วย การยกเว้น รัษฎากร (ฉบับที่ 314) พ.ศ. 2540 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ให้แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย โดยมีเงื่อนไขดังนี้

                (1) ต้องใช้เรือที่จดทะเบียนเป็นเรือไทยตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยในการขนส่งสินค้าดังกล่าว

                (2) ต้องมีคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยในอัตราส่วนที่กำหนดไว้ตาม กฎหมายว่าด้วยเรือไทยการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อประโยชน์ในการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด

        นอกจากนี้ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้ จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ให้แก่บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย

        o พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 299) พ.ศ. 2539 กำหนดให้ลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าเช่าเรือเดินทะเลขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการขายเรือบางกรณี

                ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 1 สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าเช่าเรือเดินทะเลที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการเช่าเรือนั้นได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการพาณิชยนาวี ทั้งนี้ เฉพาะค่าเช่าที่มีการจ่ายระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2539 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2544

                ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและประกอบกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เฉพาะที่ได้จากการขายเรือเดินทะเลที่ใช้ในการขนส่งสินค่าระหว่างประเทศ โดยนำเงินได้ดังกล่าวไปซื้อเรือลำใหม่ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ดังนี้

                (1) ต้องมีการซื้อเรือลำใหม่และนำไปจดทะเบียนเป็นเรือไทยตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ขายเรือนั้น

                (2) เรือที่ซื้อใหม่ตาม (1) ต้องมีอายุการใช้งานมาแล้วน้อยกว่าเรือที่ขายไปและต้องมีระวางบรรทุกไม่น้อยกว่าเรือที่ขายไป และ

                (3) ต้องแจ้งการขายเรือเก่าและซื้อเรือใหม่เป็นหนังสือต่ออธิบดีกรม สรรพากร ภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนเป็นเรือไทย

                ในกรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นำมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือของเรือที่ขายไป ไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ

                o กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 204 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร กำหนดให้เงินได้ส่วนที่เป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างที่คนประจำเรือได้รับเนื่องจากการปฏิบัติงานบนเรือไทยตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการพาณิชยนาวีที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

        ข. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

        การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 0 ในการคำนวณอัตราภาษี5

        4) พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 : ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 10/2552 เรื่อง ประเภท ขนาด เงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ของแต่ละประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ได้กำหนดกิจการที่รัฐให้การส่งเสริมการลงทุน ไว้ใน

                - หมวด 7 กิจการบริการและสาธารณูปโภค

                ประเภท 7.1 กิจการสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐาน

                                7.1.4 กิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือเดินทะเล

                ประเภท 7.9 กิจการขนส่งมวลชนและสินค้าขนาดใหญ่

                                7.9.4 กิจการขนส่งทางเรือ

                ทั้งนี้ได้กำหนดให้กิจกรรมเรือ เป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ เช่น ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรไม่ว่าจะตั้งอยู่ในเขตใด ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ไม่ว่าจะตั้งอยู่ในเขตใด สิทธิและประโยชน์อื่นให้ได้รับตามหลักเกณฑ์ประกาศคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุนที่ 1/2543 ลงวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543

        5) กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือไทย มีดังนี้

                o ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 ได้กำหนดหลักการกระทำความผิดทั้งหมดหรือบางส่วนในเรือไทยซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ให้ถือว่ากระทำดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรไทย ซึ่งผู้กระทำผิดย่อมต้องได้รับโทษตามกฎหมาย6

                o พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรือ คือ การขออนุญาตเพื่อการทำ นำเข้า ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุที่จะใช้บนเรือ ทั้งนี้จะต้องทำตามขั้นตอนกับกรมไปรษณีย์โทรเลข



1มาตรา 22 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

2กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

3มาตรา 5 พระราชบัญญัติส่งเสริมพาณิชยนาวี พ.ศ.2521

4มาตรา 17 พระราชบัญญัติส่งเสริมพาณิชยนาวี พ.ศ.2521

5มาตรา 80/1 พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรพุทธศักราช 2481

6มาตรา 4 ประมวลกฎหมาย อาญา พ.ศ.2499

ท่านคือผู้เข้าชมคนที่

สงวนลิขสิทธิ์ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 6 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพ ฯ 10330 Email : tri@chula.ac.th