พระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ.2534

จัดทำข้อมูลโดย : สุนันทา เจริญปัญญายิ่ง

        พระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ.2534 เหตุผลที่สำคัญในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ คือ เนื่องจากเรือเดินทะเลที่ให้บริการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศประมาณกว่าร้อยละ90เป็นเรือต่างชาติซึ่งเจ้าของเรือและผู้ดำเนินงานของเรือเหล่านี้ส่วนมากไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรเมื่อเกิดกรณีที่เจ้าของเรือหรือผู้ดำเนินงานต้องรับผิดทางแพ่งต่อบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นความรับผิดตามสัญญาความรับผิดเพื่อละเมิดหรือความรับผิดโดยผลแห่งกฎหมายบุคคลดังกล่าวก็ไม่สามารถดำเนินการให้เจ้าของเรือหรือผู้ดำเนินงานชำระหนี้หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ตนได้เนื่องจากเจ้าของเรือหรือผู้ดำเนินงานไม่มีทรัพย์สินอยู่ในราชอาณาจักรซึ่งหากนำคดีขึ้นสู่ศาลก็ไม่เกิดประโยชน์แก่เจ้าหนี้ประกอบกับพฤติการณ์ทำนองเดียวกันนี้เจ้าหนี้ในต่างประเทศสามารถฟ้องร้องเจ้าของเรือไทยหรือผู้ดำเนินงานต่อศาลในประเทศของตนได้สมควรมีกฎหมายว่าด้วยการกักเรือให้อำนาจศาลสั่งกักเรือที่เป็นของลูกหนี้หรือลูกหนี้เป็นผู้ครอบครองเพื่อให้เพียงพอที่จะเป็นประกันการชำระหนี้อันมีมูลมาจากสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือนั้นได้ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ในราชอาณาจักรไม่ให้เสียเปรียบเจ้าของเรือหรือผู้ดำเนินงานต่างชาติโดยไม่เป็นธรรม

        พระราชบัญญัติการกักเรือ นี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์และสาระสำคัญส่วนใหญ่ตามแนวอนุสัญญากรุงบรัสเซลส์ ค.ศ.19521 ซึ่งถือเป็นแม่แบบของกฎหมายการกักเรือทั่วโลก

        วัตถุประสงค์ของการออกกฎหมายนี้ มี 3 ประการ คือ

        1. เพื่อให้ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ในกรณีที่ โจทก์มีภูมิลำเนาในประเทศไทย จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย จำเลยนั้นเป็นเจ้าของ/ผู้ครอบครองเรือเดินทะเลที่เข้ามาในประเทศไทย หรือมูลคดีเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรือ/การดำเนินงานของเรือ

         2. มีหลักประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ โดยกักเรือของจำเลยที่เข้ามาในประเทศ ไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีก่อน/พร้อมกับขอกักเรือ

         3. การดำเนินคดีไม่มีข้อติดขัด/ชักช้าในเรื่องการส่งคำคู่ความโดยให้ส่งที่เรือซึ่งกักไว้นั้น หรือ ถ้าปล่อยเรือไปแล้ว ต้องมีตัวแทนรับคำคู่ความอยู่ในประเทศ เนื้อหาพระราชบัญญัติมีจำนวน 31 มาตรา มีรายละเอียด ดังนี้

การบังคับใช้กฎหมายและบทนิยาม

        1. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกระเบียบ2 เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้(มาตรา 31)

        2. พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 และให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งตรงกับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป(มาตรา 2)

        3. บทนิยาม (มาตรา 3)

        "เรือ" หมายความว่า เรือเดินทะเลที่ใช้ในการขนส่งของหรือคนโดยสารทางทะเลระหว่างประเทศ

        "สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ" หมายความว่า สิทธิเรียกร้องอันเกิดจาก

         ก. ความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุมาจากเรือหรือการดำเนินงานของเรือ

         ข. การช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล

         ค. สัญญาเกี่ยวกับการใช้ เช่า เช่าซื้อ หรือยืมเรือ การให้บริการบรรทุก หรือสัญญาอื่นทำนองเดียวกัน

         ง. สัญญาเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเลที่มีการออกใบตราส่ง

         จ. การเฉลี่ยความเสียหายทั่วไป ในกรณีที่เจ้าของเรือ ผู้ขนส่งและเจ้าของของที่บรรทุกมาในเรือนั้น มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เจ้าของทรัพย์สินที่สูญหาย หรือเสียหายจากการกระทำโดยเจตนาด้วยความจำเป็นตามสมควรเพื่อความปลอดภัยร่วมกันของเรือและของที่บรรทุกมาในเรือนั้น หรือต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไปด้วยความจำเป็นเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายหรือเพื่อความปลอดภัยร่วมกันของเรือและของที่บรรทุกมาในเรือนั้น ทั้งนี้ เมื่อมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือสัญญาระหว่างคู่กรณีกำหนดความรับผิดในเรื่องนี้ไว้

         ฉ. การสูญหายหรือเสียหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินที่บรรทุกมาในเรือ

         ช. การให้บริการลากจูงเรือไม่ว่าโดยวิธีใด

         ซ. การให้บริการนำร่อง

         ฌ. การจัดหาของหรือวัสดุใด ๆ เพื่อใช้ในการดำเนินงานของเรือ หรือการซ่อมบำรุงเรือ

         ญ. การต่อ ซ่อม หรือจัดเครื่องบริภัณฑ์ให้แก่เรือ หรือค่าธรรมเนียมการใช้อู่เรือ

         ฎ. การให้บริการของท่าเรือ หรือค่าภาระหรือค่าบริการในการใช้ท่าเรือ

         ฏ. ค่าจ้างขนของลงเรือหรือขึ้นจากเรือ

        ฐ. ค่าจ้างนายเรือหรือคนประจำเรือ ฑ. ค่าใช้จ่ายของเรือที่นายเรือ ผู้เช่าเรือ ตัวแทน หรือผู้ส่งของได้ทดรองจ่ายไปแทนเจ้าของเรือหรือผู้ครอบครองเรือ

         ฒ. ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในตัวเรือ

         ณ ข้อพิพาทระหว่างเจ้าของรวมเกี่ยวกับการครอบครอง การใช้เรือ หรือรายได้จากเรือ

         ด. การจำนองเรือ

        "เจ้าหนี้" หมายความว่า ผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ

        "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

เหตุและเงื่อนไขที่จะขอให้กักเรือได้

        1. เหตุที่เจ้าหนี้จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอให้ศาลสั่งกักเรือของลูกหนี้ ต้องเป็นกรณีที่มีมูลหนี้ที่เรียกว่า "สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ" คือมีหนี้ที่เกี่ยวข้องกับเรือหรือการดำเนินงานของเรือเกิดขึ้น สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ (มาตรา 3)

        2.เจ้าหนี้จะขอให้กักเรือได้ต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร(มาตรา 4)

เรือที่เจ้าหนี้อาจขอให้กักได้

        1. เรือลำหนึ่งลำใดของลูกหนี้ แต่มีข้อยกเว้นว่า ถ้าสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือที่ยกขึ้นเป็นเหตุในการขอให้กักเรือนั้นเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ข้อพิพาทระหว่างเจ้าของรวมเกี่ยวกับการจำนองเรือลำใดโดยเฉพาะ จะขอให้กักเรือลำอื่นนอกจากลำที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรงนั้นไม่ได้ (มาตรา 6)

        2. เรือที่อยู่ในความครอบครองของลูกหนี้ เจ้าหนี้จะขอให้กักเรือที่อยู่ในความครอบครองของลูกหนี้ก็ได้แม้ว่าเรือลำนั้นจะไม่ได้เป็นของลูกหนี้ แต่ลูกหนี้เป็นผู้ครอบครอง (มาตรา 5) มีเงื่อนไข 3 ประการ

                ก. เหตุแห่งสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือเกิดจากเรือหรือธุรกิจของเรือนั้น

                ข. ลูกหนี้เป็นผู้ครอบครองเรือในเวลาที่เกิดสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ

                ค. ลูกหนี้เป็นผู้ครอบครองเรือในเวลาที่ขอให้ศาลสั่งกักเรือ

        3. เรือที่ถูกกักได้ต้องเป็นเรือเดินทะเลที่ใช้ในการขนส่งสินค้าหรือคนโดยสารระหว่างประเทศเท่านั้น (มาตรา 3)

ศาลที่มีอำนาจสั่งกักเรือ

        เจ้าหนี้อาจยื่นคำร้องขอกักเรือต่อศาลที่เรือที่เจ้าหนี้ขอให้สั่งกักอยู่หรือจะเข้ามาอยู่ในเขตศาลในที่นี้ เป็นอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญา3

การพิจารณาคำร้องที่ขอให้กักเรือ

         1.เป็นการพิจารณาฝ่ายเดียว เพื่อให้รวดเร็วสามารถดำเนินการกักเรือนั้นได้ทันเวลาก่อนที่เรือจะออกนอกราชอาณาจักร จึงวางหลักเกณฑ์กำหนดให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวเป็นการด่วน ทำให้การดำเนินการกักเรือสามารถทำได้ภายในวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องเอง (มาตรา 8)

         2.การไต่สวนคำร้องขอให้กักเรือ ศาลจะต้องฟังได้ความว่า สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือที่ยกขึ้นกล่าวอ้างนั้นมีมูล และในกรณีที่เรือที่จะขอให้กักยังมิได้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร เจ้าหนี้จะต้องแสดงให้เป็นที่พอใจศาลว่า เรือนั้นจะเข้ามาในราชอาณาจักร (มาตรา 8 วรรค 2)

         3. คำสั่งกักเรือ ศาลจะต้องกำหนดหลักประกันที่ลูกหนี้หรือบุคคลที่มีสิทธิจะร้องขอให้ปล่อยเรือนั้นไว้ในคำสั่งด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือ จะได้ทราบล่วงหน้าและสามารถเตรียมหลักประกันเพื่อให้ปล่อยเรือได้ถูกต้อง (มาตรา 8 วรรค 4)

         4.การให้เจ้าหนี้วางหลักประกัน เพื่อคุ้มครองเจ้าของเรือหรือผู้ดำเนินงานไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการขอกักเรือโดยไม่เป็นธรรม (มาตรา 8 วรรค 3)

                 ก. ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ศาลอาจสั่งให้ผู้ร้องนำหลักประกันตามจำนวนที่ศาลกำหนดมาวางต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับความเสียหายที่เจ้าหนี้อาจต้องรับผิดต่อลูกหนี้

                 ข. ในกรณีที่ลูกหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ศาลต้องสั่งให้เจ้าหนี้นำหลักประกันมาวางต่อศาลก่อนการบังคับตามคำสั่งกักเรือทุกกรณี เว้นแต่เจ้าหนี้จะได้แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ในราชอาณาจักรมีไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้

ผลของคำสั่งกักเรือ

         1.คำสั่งกักเรือเป็นที่สุด(มาตรา 8 วรรค 5)

         2.การโอนกรรมสิทธิ์ หรือการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในตัวเรือ หรือสิทธิครอบครองระหว่างที่มีการกักเรือมีผลใช้บังคับอยู่ จะใช้ยันแก่เจ้าหนี้หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้(มาตรา 17 (2))

         3.เรือที่ถูกกักห้ามเคลื่อนย้ายและให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานยึดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(มาตรา 18)

การดำเนินการกักเรือ

        1.เมื่อศาลมีคำสั่งกักเรือแล้ว ศาลจะออกหมายกักเรือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการโดยเร็ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจดำเนินการตามหมายกักเรือได้ทั่วราชอาณาจักร ในชั้นนี้เจ้าหนี้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมกักเรือในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ แต่ทั้งนี้ไม่เกินหนึ่งแสนบาทด้วย(มาตรา 10)

        2. เพื่อให้เกิดผลในการบังคับตามหมายกักเรือ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับหมายกักเรือจากศาลแล้ว กฎหมายจึงกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเรือออกจากท่าตามปกติ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่า ฯลฯ โดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นทราบและระงับการปล่อยออกจากท่าไว้ก่อน เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สามารถนำหมายกักเรือไปทำการปิดหมายได้ (มาตรา 11)

        3. การปิดหมาย ใช้การส่งหมายให้นายเรือ หรือผู้ควบคุมเรือลงชื่อรับทราบ หากบุคคลดังกล่าวไม่ยินยอมรับหมายก็ให้วางหมายโดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตำรวจเป็นพยาน และในกรณีที่ส่งหมายกักเรือตามวิธีข้างต้นไม่ได้ เช่น ไม่พบตัว ก็ให้ปิดหมายกักเรือ ณ ที่ที่แลเห็นได้ง่ายในเรือ (มาตรา 12)

        เพื่อให้การกักเรือบรรลุผล เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจที่จะสั่งให้นายเรือ ผู้ควบคุมเรือ คนประจำเรือ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกระทำ หรืองดเว้นกระทำการใด ๆ ก็ได้ ถ้าขัดขืนก็อาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและควบคุมตัวไว้ได้ (มาตรา 13)

การขอให้กักเรือซ้ำ

        เรืออาจก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือได้หลายประเภท และต่อเจ้าหนี้ได้หลายราย ดังนั้น ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรืออันใหม่ หรือเป็นเจ้าหนี้รายใหม่แล้วย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้กักเรือนั้นอีกได้ แม้ว่าเรือนั้นจะได้เคยถูกกักแล้วก็ตาม

ภาระหน้าที่ของเจ้าหนี้

        ภาระหน้าที่ของเจ้าหนี้เกี่ยวกับการกักเรือ เจ้าหนี้มีหน้าที่ช่วยเหลือและทดรองค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่จำเป็นต้องจ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี(มาตรา 14)

การปล่อยเรือ

        1. ศาลอาจพิจารณาแล้วสั่งปล่อยเรือที่กักไว้ในกรณีต่อไปนี้

                ก. ลูกหนี้หรือผู้ซึ่งได้รับความเสียหายจากการที่เรือถูกกักไว้ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยโดยนำหลักประกันมาวางต่อศาลตามจำนวนที่กำหนดไว้ในคำสั่งกักเรือ (มาตรา 19)

                ข. เจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยเรือ หรือ (มาตรา 25 (1))เจ้าหนี้ไม่ยอมให้ความช่วยเหลือและทดรองค่าใช้จ่ายภายในเวลาที่ศาลกำหนด(มาตรา 14)

                ค. เจ้าหนี้มิได้ฟ้องร้องคดีที่มี "สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ" ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เริ่มกักเรือ (มาตรา 25 (2))

        2.คำสั่งปล่อยเรือถือเป็นที่สุด (มาตรา 25)

        3.เมื่อศาลมีคำสั่งปล่อยเรือแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งคำสั่งศาลดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเรือออกจากท่าได้ทราบโดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่นั้นดำเนินการปล่อยเรือออกจากท่าต่อไปได้ (มาตรา 26)

การปล่อยหลักประกัน

        1.หลักประกันเพื่อการกักเรือที่เจ้าหนี้วางไว้ต่อศาลตามคำสั่งกักเรือเพื่อเป็นประกันความเสียหายของลูกหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้อาจต้องรับผิดนั้น ศาลอาจสั่งปล่อยได้ถ้า

                ก. ลูกหนี้มิได้ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายอันเป็นผลมาจากการที่เจ้าหนี้ขอให้สั่งกักเรือภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดหมายกักเรือ และเจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้คืนหลักประกันของตนเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันดังกล่าว(มาตรา 27(2))

                ข. เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอคืนหลักประกัน ในเวลาใด ๆ และฝ่ายลูกหนี้ก็ไม่ได้คัดค้าน (มาตรา 27(3))

        2. หลักประกันเพื่อการปล่อยเรือที่ลูกหนี้วางไว้ต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ นั้น ศาลอาจสั่งปล่อยได้ถ้า

                ก. เจ้าหนี้ไม่ได้ฟ้องคดีอันมีมูลมาจากสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดหมาย และลูกหนี้ยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา(มาตรา 27(1))

                ข. ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันในเวลาใด ๆ และฝ่ายเจ้าหนี้ไม่คัดค้าน(มาตรา 27(3))

การฟ้องคดีตาม "สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ" ต่อศาลและการส่งคำคู่ความหรือเอกสาร

        1. เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ปิดหมายกักเรือแล้ว ไม่ว่าต่อมาจะได้มีการปล่อยเรือหรือไม่ก็ตาม ตามพระราชบัญญัตินี้ เจ้าหนี้สามารถฟ้องคดีตาม "สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ" ต่อศาลใดศาลหนึ่งต่อไปนี้ก็ได้

                 ก. ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้นตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งมิใช่ศาลที่สั่งกักเรือ แต่จะรับฟ้องเมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่า การพิจารณาในศาลนั้นจะได้รับความสะดวก(มาตรา 28)

                 ข. ศาลที่สั่งกักเรือ

                 ค. ศาลที่เจ้าหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ซึ่งมิใช่ศาลที่กักเรือแต่ศาลจะรับฟ้องไว้พิจารณาได้ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องแสดงให้เป็นที่พอใจว่าการพิจารณาคดีในศาลนั้นจะเป็นการสะดวก

         2. การส่งคำคู่ความหรือเอกสาร โดยที่ลูกหนี้ในคดีประเภทนี้มักไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร อีกทั้งอาจยังไม่มีผู้ที่จะรับผิดชอบด้านคดี เช่น ทนาย เตรียมไว้ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความไม่สะดวกและความล่าช้าในการส่งคำคู่ความหรือเอกสารขึ้นได้ ฉะนั้นในพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงได้กำหนดวิธีการส่งคำคู่ความหรือเอกสารขึ้นใหม่ให้รวดเร็ว สะดวกและเหมาะสมกับสภาพของธุรกิจการขนส่งทางทะเล (มาตรา 29) โดยกำหนดให้

                ก. ส่งให้แก่ตัวแทนของลูกหนี้ซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร หรือบุคคลอื่นซึ่งจะได้รับความเสียหายจากการถูกกักเรือและได้ยื่นคำร้องขอปล่อยเรือ หรือบุคคลซึ่งผู้ยื่นคำร้องขอปล่อยเรือนั้นตั้งไว้เพื่อรับคำคู่ความหรือเอกสาร (มาตรา 29 และมาตรา 21 วรรค 3)

                ข. ส่งให้แก่นายเรือ หรือผู้ควบคุมเรือ ที่เรือหรือ ณ ที่อยู่ของบุคคลดังกล่าวในราชอาณาจักร ค. ในกรณีที่ไม่อาจส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้แก่บุคคลดังกล่าวข้างต้นได้ ศาลอาจสั่งให้ปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ที่ภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น หรือ ณ ที่แลเห็นได้ง่ายในเรือแล้วแต่กรณี

        ให้ถือว่าจำเลยได้รับคำคู่ความหรือเอกสารดังกล่าว เมื่อทำการส่งหรือปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามวิธีข้างต้นพ้นสิบห้าวันไปแล้ว



1International Convention for the Unification of Certain Rules of Law Relating to Arrest of Sea-going Ships

2ระเบียบกระทรวงคมนาคมและกระทรวงยุติธรรมว่าด้วย วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับคำสั่งกักเรือและคำสั่งปล่อยเรือ ตามพระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ.2534 พ.ศ.2535 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 112 ตอนที่ 37 ง วันที่ 9 พฤษภาคม 2538 หน้า 15

3เดิมตามพระราชบัญญัติกักเรือ พ.ศ.2534 ระบุให้ศาลแพ่ง ศาลแพ่งธนบุรี และศาลจังหวัด แต่โดยผลของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 7(7) ระบุให้คดีแพ่งเกี่ยวกับการกักเรือ เป็นอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญา

ท่านคือผู้เข้าชมคนที่

สงวนลิขสิทธิ์ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 6 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพ ฯ 10330 Email : tri@chula.ac.th