พระราชบัญญัติการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550

จัดทำข้อมูลโดย : สุนันทา เจริญปัญญายิ่ง

        พระราชบัญญัติการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือเนื่องจากการเดินเรืออาจต้องประสบภยันตรายอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่เรือทรัพย์สิน หรือบุคคลบนเรือ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือกู้ภัยการกำหนดเงินตอบแทนให้แก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยจะส่งเสริมให้มีการช่วยเหลือเรือหรือทรัพย์สินที่ประสบภยันตรายทางทะเลและบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดแก่สิ่งแวดล้อมประกอบกับการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลมีลักษณะเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากลสมควรมีกฎหมายพิเศษที่วางหลักเกี่ยวกับเรื่องการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือกู้ภัยและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการได้รับเงินตอบแทนของผู้ช่วยเหลือกู้ภัย1

        ในกฎหมายของประเทศไทย มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล ในกฎหมายหลายฉบับด้วยกันคือ
  • พระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ.2534มาตรา 3 วรรค 2 (ข) กำหนดให้สิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล เป็นสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้หรือผู้ช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลสามารถที่จะร้องขอให้กักเรือได้
  • พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 55ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดชอบการสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าแห่งของที่ตนรับขนในเหตุต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขในกรณี ที่เกิดจากการช่วยชีวิตมนุษย์ในทะเลหรือการใช้มาตรการอันสมควรเพื่อช่วยทรัพย์สินในทะเล
  • พระราชบัญญัติการจำนองเรือและบุริมสิทธิทางทะเล พ.ศ.2537 มาตรา 22 (3) กำหนดให้ผู้มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าตอบแทนในการช่วยเหลือกู้ภัยเรือลำนั้น เป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องที่มีบุริมสิทธิทางทะเล
  • พระราชบัญญัติการเฉลี่ยความเสียหายทั่วไปจากภยันตรายในการเดินเรือ พ.ศ. 2547มาตรา 18 วรรคแรกให้การประเมินจำนวนความเสียหายทั่วไปที่เป็นค่าใช้จ่ายเป็นกรณีพิเศษให้ถือจำนวนค่าใช้จ่ายตามสมควรและให้รวมถึงจำนวนเงินรางวัลการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลไม่ว่าการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลนั้นกระทำโดยมีสัญญาหรือไม่ก็ตาม
        เนื้อหาพระราชบัญญัติมีจำนวน 34 มาตรา แบ่งเนื้อหา ดังนี้

        - การบังคับใช้และบทนิยาม (มาตรา 1-6)

        - หมวดที่ 1 การปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัย (มาตรา 7-11)

                ส่วนที่ 1 สัญญาการช่วยเหลือกู้ภัย (มาตรา 7-8)

                ส่วนที่ 2 หน้าที่ในการช่วยเหลือกู้ภัย (มาตรา 9-11)

        - หมวดที่ 2 การปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัย (มาตรา 12-24)

        - หมวดที่ 3 สิทธิเรียกร้องตอบแทนและการดำเนินคดี (มาตรา 25-33)

        - บทเฉพาะกาล (มาตรา 34)

        สาระสำคัญของพระราชบัญญัติ มีรายละเอียดดังนี้

การบังคับใช้และบทนิยาม

        1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการพระราชบัญญัติการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550

        2. พระราชบัญญัติการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา2 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2550 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2550 เป็นต้นไป

        3.พระราชบัญญัติการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ. 2550นี้ มิให้ใช้บังคับ (มาตรา 5) ดังนี้

                ก. การช่วยเหลือกู้ภัยที่กระทำในน่านน้ำในประเทศโดยไม่มีเรือเดินทะเลเข้ามาเกี่ยวข้อง

                ข. เรือรบหรือเรืออื่นใดที่รัฐเป็นเจ้าของและดำเนินการโดยไม่ได้ใช้หรือมีไว้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการพาณิชย์ในขณะที่ทำการช่วยเหลือกู้ภัยนั้นและได้รับความคุ้มกันของรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

                ค. แท่นที่ตั้งอยู่กับที่หรือลอยน้ำ หรือฐานขุดเจาะในทะเลที่เคลื่อนที่ได้หากแท่นหรือฐานขุดเจาะนั้นอยู่ในที่ตั้งในขณะที่กำลังทำการสำรวจ แสวงหาประโยชน์หรือผลิตทรัพยากรแร่ธาตุใต้ท้องทะเล

        4. บทนิยาม(มาตรา 4)

        "การช่วยเหลือกู้ภัย"หมายความว่า การกระทำหรือกิจกรรมใดที่ได้กระทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือเรือหรือทรัพย์สินอย่างอื่นซึ่งประสบภยันตรายในทะเลหรือน่านน้ำใดๆ

        "เรือ"หมายความว่า ยานพาหนะทางน้ำทุกชนิด

        "เรือเดินทะเล"หมายความว่า เรือที่มีลักษณะสำหรับใช้ในทะเลตามกฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย

        "ทรัพย์สิน"หมายความว่า ทรัพย์สินใด ๆที่ไม่ได้มุ่งหมายให้ติดตรึงถาวรอยู่กับแนวชายฝั่งและให้หมายความรวมถึงสิทธิที่จะได้รับค่าระวางด้วย

        "ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม"หมายความว่า ความเสียหายอย่างมากทางกายภาพแก่สุขอนามัยของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตทางทะเลหรือทรัพยากรในน่านน้ำชายฝั่งทะเลในน่านน้ำในประเทศหรือบริเวณต่อเนื่องใกล้เคียงซึ่งเกิดขึ้นจากมลพิษ การปนเปื้อน อัคคีภัยการระเบิดหรืออุบัติภัยร้ายแรงอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

        "เงินตอบแทน"หมายความว่า เงินรางวัล หรือเงินค่าทดแทนพิเศษซึ่งต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้

การปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัย

        1.สัญญาการช่วยเหลือกู้ภัย

                ก. ในการทำสัญญาการช่วยเหลือกู้ภัยให้นายเรือมีอำนาจทำสัญญาแทนเจ้าของเรือและให้เจ้าของเรือหรือนายเรือมีอำนาจทำสัญญาแทนเจ้าของทรัพย์สินบนเรือ(มาตรา 7)

                ข. เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกช่วยเหลือกู้ภัย ถ้าศาลเห็นว่าสัญญานั้นได้ตกลงทำขึ้นภายใต้ความกดดันโดยมิชอบหรือความกดดันอันเกิดจากภยันตรายที่คุกคามและมีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมหรือเห็นว่าเงินตอบแทนตามสัญญานั้นได้กำหนดไว้สูงหรือต่ำจนเกินไปเมื่อคำนึงถึงสภาพการปฏิบัติการที่ได้เกิดขึ้นจริงศาลอาจมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด (มาตรา 8) ดังต่อไปนี้

                   1)ไม่ใช้สัญญานั้นทั้งหมดหรือบางส่วนบังคับแก่คู่สัญญาและใช้บทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้บังคับแทน

                   2)ปรับเปลี่ยนข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของสัญญานั้น

                   3)เพิ่มหรือลดจำนวนเงินตอบแทนที่กำหนดไว้ในสัญญานั้นให้เหมาะสมกับสภาพการปฏิบัติการที่ได้เกิดขึ้นจริง

        2.หน้าที่ในการช่วยเหลือกู้ภัย

                ก. หน้าที่ของผู้ช่วยเหลือกู้ภัย

                     ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยมีหน้าที่ต่อเจ้าของเรือนายเรือและเจ้าของทรัพย์สินอย่างอื่นที่ประสบภยันตราย (มาตรา 9) ดังต่อไปนี้

                   1)ปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัยด้วยความระมัดระวังตามสมควร

                   2)ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตาม (1)ต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือบรรเทาความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด

                   3)ขอความช่วยเหลือจากผู้ช่วยเหลือกู้ภัยรายอื่นเมื่อมีเหตุอันควร

                   4)ยอมให้ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยรายอื่นปฏิบัติการหรือเข้าร่วมปฏิบัติการเมื่อได้รับการร้องขออันควรจากเจ้าของเรือนายเรือหรือเจ้าของทรัพย์สินอย่างอื่นที่ประสบภยันตราย ทั้งนี้ถ้าปรากฏว่าการร้องขอดังกล่าวมีขึ้นโดยไม่มีเหตุอันควรให้การปฏิบัติการหรือเข้าร่วมปฏิบัติการของ ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยรายอื่นนั้นไม่มีผลกระทบต่อเงินรางวัลที่พึงจะได้รับ

                ข. หน้าที่ของผู้ถูกช่วยเหลือกู้ภัย ในกรณีที่เรือหรือทรัพย์สินอย่างอื่นประสบภยันตรายเจ้าของเรือนายเรือหรือเจ้าของทรัพย์สินอย่างอื่น มีหน้าที่ต่อผู้ช่วยเหลือกู้ภัย (มาตรา 10)ดังต่อไปนี้

                   1)ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในระหว่างการปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัย

                   2)ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตาม 1)ต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือบรรเทาความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด

                   3)ต้องรับมอบเรือหรือทรัพย์สินอย่างอื่นคืน เมื่อเรือหรือทรัพย์สินอย่างอื่นนั้นได้ไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัยแล้วและได้รับการร้องขอโดยมีเหตุอันควรจากผู้ช่วยเหลือกู้ภัย

                ค. หน้าที่ของนายเรือ

                   นายเรือมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือบุคคลที่ตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตในทะเลตามความสามารถที่จะกระทำได้โดยไม่ก่อให้เกิดภยันตรายอย่างร้ายแรงแก่เรือและบุคคลบนเรือของตนเจ้าของเรือไม่ต้องรับผิดในผลที่นายเรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง(มาตรา 11)

สิทธิของผู้ช่วยเหลือกู้ภัย

        1. การมีสิทธิได้รับเงินรางวัล ได้แก่ เงินตอบแทนหมายความว่า เงินรางวัล หรือเงินค่าทดแทนพิเศษซึ่งต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้(มาตรา 4)ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยมีสิทธิได้รับเงินรางวัล ถ้าการช่วยเหลือกู้ภัยนั้นเป็นประโยชน์ต่อการทำให้เรือหรือทรัพย์สินอย่างอื่นปลอดภัยสิทธิในการได้รับเงินรางวัลย่อมไม่เสียไปแม้ว่าเรือที่ปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัยจะเป็นเจ้าของเดียวกันกับเรือที่ประสบภยันตราย(มาตรา 12)

        ผู้ที่กระทำการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยไม่มีสิทธิเรียกเงินตอบแทนจากผู้ประสบภัยที่รอดชีวิตจากการกระทำนั้น อย่างไรก็ดี ในการช่วยเหลือกู้ภัยที่มีการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยให้ผู้ที่กระทำการช่วยชีวิตนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรมจากเงินตอบแทนที่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยได้รับ (มาตรา 20) นอกจากนี้ ในกรณีที่มีการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยถ้าผู้ที่กระทำการช่วยชีวิตได้กระทำการช่วยเหลือกู้ภัยด้วยในคราวเดียวกันศาลอาจเพิ่มเงินตอบแทนที่ผู้กระทำการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยจะได้รับก็ได้(มาตรา 21)

        2. การไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัล ดังกรณีต่อไปนี้

                ก. ในกรณีที่มีการทำสัญญาไว้ก่อนเกิดภยันตรายการปฏิบัติตามสัญญานั้นไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะได้รับเงินตอบแทนเว้นแต่การปฏิบัติการนั้นเป็นการกระทำนอกเหนือไปจากขอบเขตหน้าที่ตามสัญญานั้น(มาตรา 22)

                ข. หากการช่วยเหลือกู้ภัยจำเป็นต้องมีขึ้นหรือต้องยากขึ้นเพราะความผิดหรือการละเลยต่อหน้าที่ของผู้ช่วยเหลือกู้ภัยผู้ช่วยเหลือกู้ภัยนั้นอาจเสียสิทธิในการได้รับเงินตอบแทนไปทั้งหมดหรือบางส่วน(มาตรา 23 วรรค 1)

                ค. หากผู้ช่วยเหลือกู้ภัยกระทำการโดยกลฉ้อฉลหรือไม่สุจริตย่อมสิ้นไปซึ่งสิทธิที่จะได้รับเงินตอบแทนโดยสิ้นเชิง(มาตรา 23 วรรค 2)

                ง. การช่วยเหลือกู้ภัยไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะได้รับเงินตอบแทนหากได้กระทำไปโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามอันชัดแจ้งและมีเหตุผลอันสมควรของบุคคลดังต่อไปนี้(มาตรา 24)

                   1)เจ้าของเรือหรือนายเรือ ในกรณีการช่วยเหลือกู้ภัยเรือ ทรัพย์สินบนเรือหรือทรัพย์สินที่เคยอยู่บนเรือ

                   2)เจ้าของทรัพย์สินอย่างอื่นที่ประสบภยันตรายในกรณีการช่วยเหลือกู้ภัยทรัพย์สินที่ไม่ได้อยู่และไม่เคยอยู่บนเรือ

        3. เกณฑ์การพิจารณากำหนดเงินรางวัล ให้ใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้ประกอบกัน ทั้งนี้ให้คำนึงถึงการส่งเสริมให้มีการช่วยเหลือกู้ภัย(มาตรา 13)                 ก. มูลค่าของเรือและทรัพย์สินอย่างอื่นตามสภาพที่ช่วยเหลือกู้ภัยไว้ได้

                ข. ทักษะและความพยายามของผู้ช่วยเหลือกู้ภัยในการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือบรรเทาความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด

                ค. ระดับของความสำเร็จของการช่วยเหลือกู้ภัย

                ง. สภาพและระดับความรุนแรงของภยันตราย

                จ. ทักษะและความพยายามของผู้ช่วยเหลือกู้ภัยในการช่วยเหลือกู้ภัยเรือทรัพย์สินอย่างอื่น และชีวิตบุคคล

                ฉ. เวลาที่เสียไปและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นรวมทั้งความสูญเสียที่เกิดแก่ช่วยเหลือกู้ภัย

                ช. ความเสี่ยงต่อความรับผิดและความเสี่ยงอย่างอื่นที่เกิดแก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการช่วยเหลือกู้ภัย

                ซ. ความฉับพลันในการให้บริการ

                ฌ. เรือและเครื่องมือต่าง ๆที่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยมีไว้ใช้และที่ได้ใช้ในการช่วยเหลือกู้ภัย

                ญ. การเตรียมพร้อมประสิทธิภาพและมูลค่าของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของ ช่วยเหลือกู้ภัย

                อย่างไรก็ตาม เงินรางวัลจะต้องไม่เกินมูลค่าของเรือและทรัพย์สินอย่างอื่นตามสภาพที่ช่วยเหลือกู้ภัยไว้ได้ทั้งนี้ ไม่รวมถึงดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการใช้สิทธิเรียกร้อง (มาตรา 15)

        4. สิทธิในการรับค่าตอบแทนพิเศษ พระราชบัญญัตินี้ ได้กำหนดค่าทดแทนพิเศษหากผู้ช่วยเหลือกู้ภัยได้ทำการช่วยเหลือกู้ภัย เพื่อการปกป้องและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (มาตรา 16) ดังนี้

                ก. ในกรณีที่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยได้ปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัยเรือซึ่งเรือลำนั้นเองหรือสินค้าบนเรือได้คุกคามต่อการที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ช่วยเหลือกู้ภัยไม่ได้รับเงินรางวัลตามมาตรา 13 หรือได้รับเงินรางวัลตามมาตรา13 แต่น้อยกว่าค่าใช้จ่ายของผู้ช่วยเหลือกู้ภัยผู้ช่วยเหลือกู้ภัยนั้นมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนพิเศษตามที่กำหนดไว้ในมาตรานี้จากเจ้าของเรือลำนั้นเท่ากับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยหรือส่วนต่างระหว่างค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยกับเงินรางวัลตามมาตรา13 แล้วแต่กรณี

                ข. ในกรณีตามที่ได้ระบุไว้ในวรรคหนึ่งถ้าการปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัยซึ่งผู้ช่วยเหลือกู้ภัยได้ป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือบรรเทาความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุดเงินค่าทดแทนพิเศษซึ่งเจ้าของเรือพึงจ่ายให้แก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยอาจเพิ่มขึ้นได้อย่างสูงถึงร้อยละสามสิบของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยทั้งนี้ ศาลอาจเพิ่มเงินค่าทดแทนพิเศษขึ้นได้อีกหากศาลเห็นว่าเป็นธรรมและยุติธรรมโดยพิจารณาตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่ระบุไว้ในมาตรา 13อย่างไรก็ตามเงินค่าทดแทนพิเศษทั้งหมดที่จะได้รับต้องไม่เกินสองเท่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัย

                ค. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้หมายถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นโดยมีเหตุอันควรที่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยต้องจ่ายไปรวมถึงอัตราที่เป็นธรรมสำหรับอุปกรณ์และบุคลากรที่ได้ใช้ไปจริงและมีเหตุอันควรทั้งนี้ โดยคำนึงถึงเกณฑ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 13 (8) (9) และ (10)

                ง. ถ้าผู้ช่วยเหลือกู้ภัยประมาทเลินเล่อและไม่ทำการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือบรรเทาความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุดผู้ช่วยเหลือกู้ภัยนั้นอาจถูกตัดสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนพิเศษตามมาตรานี้ทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนแล้วแต่กรณี

        5.การแบ่งเงินรางวัล

                ก. ในกรณีที่มีผู้ช่วยเหลือกู้ภัยหลายราย ให้ใช้เกณฑ์ตามมาตรา 13เป็นฐานของการคำนวณเงินรางวัลระหว่างผู้ช่วยเหลือกู้ภัยเหล่านั้น(มาตรา 17)

                ข. การแบ่งเงินรางวัลระหว่างเจ้าของเรือ นายเรือ และลูกเรือ

                   1) การช่วยเหลือกู้ภัยที่ได้กระทำจากเรือ และการช่วยเหลือได้ปฏิบัติการจากเรือไทยการแบ่งเงินรางวัลระหว่างเจ้าของเรือและคนประจำเรือให้พิจารณาว่าการปฏิบัติการนั้นเป็นการนำเรือเข้าเสี่ยงภัยหรือเป็นการปฏิบัติการที่อาศัยทักษะหรือความสามารถเฉพาะตัวของคนประจำเรือ

                   - เป็นกรณีนำเรือเข้าเสี่ยงภัย ให้เงินรางวัลส่วนใหญ่ตกแก่เจ้าของเรือ

                   - เป็นกรณีที่อาศัยทักษะหรือความสามารถเฉพาะตัวของคนประจำเรือโดยเฉพาะให้เงินรางวัลส่วนใหญ่ตกแก่คนประจำเรือทุกคน โดยระหว่างคนประจำเรือด้วยกันให้ได้รับส่วนแบ่งเงินรางวัลในอัตราส่วนที่เท่ากัน ทั้งนี้เว้นแต่จะตกลงกันโดยชัดแจ้งไว้เป็นอย่างอื่น

                   2) การช่วยเหลือกู้ภัยได้ปฏิบัติการจากเรือต่างประเทศการแบ่งเงินรางวัลระหว่างเจ้าของเรือและคนประจำเรือให้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่เรือนั้นชักธง

                   3) กรณีที่การช่วยเหลือกู้ภัยไม่ได้ปฏิบัติการจากเรือการแบ่งเงินรางวัลระหว่างผู้ช่วยเหลือกู้ภัยกับลูกจ้างที่ตนได้ใช้ในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่สัญญาระหว่างผู้ช่วยเหลือกู้ภัยกับลูกจ้างนั้น ในกรณีที่กฎหมายที่ใช้บังคับแก่สัญญาระหว่างผู้ช่วย เหลือกู้ภัยกับลูกจ้างเป็นกฎหมายไทยให้นำบทบัญญัติในมาตรา 18 วรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม(มาตรา 19)

        6.ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินรางวัล

                ผู้มีส่วนได้เสียในเรือหรือทรัพย์สินอย่างอื่นต้องจ่ายเงินรางวัลตามส่วนแห่งมูลค่าของเรือและทรัพย์สินอย่างอื่นตามสภาพที่ช่วยเหลือกู้ภัยไว้ได้ในกรณีที่การช่วยเหลือกู้ภัยเป็นประโยชน์ต่อการทำให้เรือและทรัพย์สินบนเรือปลอดภัยผู้ช่วยเหลือกู้ภัยจะเรียกเอาเงินรางวัลทั้งหมดนั้นจากเจ้าของเรือก็ได้ในกรณีที่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยใช้สิทธิตามวรรคสองเจ้าของเรือซึ่งจ่ายเงินรางวัลไปนั้นมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้มีส่วนได้เสียในเรือหรือทรัพย์สินบนเรือตามส่วนที่ผู้มีส่วนได้เสียนั้นจะต้องจ่ายตามวรรคหนึ่ง(มาตรา 14)

        7. สิทธิเรียกร้องเงินตอบแทนและการดำเนินคดี

                ก. ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยย่อมมีบุริมสิทธิทางทะเลเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องในเงินตอบแทนจากการช่วยเหลือกู้ภัยเรือ แต่หากมีการวางหลักประกัน เพื่อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวอันเป็นที่พอใจผู้ช่วยเหลือกู้ภัยนั้นไม่อาจอ้างบุริมสิทธิทางทะเลเหนือเรือนั้นได้อีก (มาตรา 25)

                ข. หากผู้ช่วยเหลือกู้ภัยร้องขอให้บุคคลซึ่งต้องรับผิดในเงินตอบแทนจัดให้มีหลักประกันเพื่อสิทธิเรียกร้องในเงินตอบแทนอันเป็นที่พอใจรวมถึงดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการใช้สิทธิเรียกร้องนั้นด้วย(มาตรา 26)

                ค. ก่อนที่จะปล่อยสินค้าไปจากเรือเจ้าของเรือต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ให้เจ้าของสินค้าจัดให้มีหลักประกันเพื่อสิทธิเรียกร้องในเงินตอบแทนอันเป็นที่พอใจรวมถึงดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการใช้สิทธิเรียกร้องนั้น ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ช่วยเหลือกู้ภัยจะร้องขอตามมาตรา 26 หรือไม่ก็ตาม(มาตรา 27)

                ง. ห้ามมิให้เคลื่อนย้ายเรือและทรัพย์สินอย่างอื่นที่ได้รับการช่วยเหลือกู้ภัยออกไปจากท่าเรือหรือสถานที่ที่เรือและทรัพย์สินอย่างอื่นนั้นมาถึงหลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัยโดยปราศจากความยินยอมจากผู้ช่วยเหลือกู้ภัยเว้นแต่มีการวางหลักประกันเพื่อสิทธิเรียกร้องในเงินตอบแทนของผู้ช่วยเหลือกู้ภัยต่อเรือหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง (มาตรา 28) อย่างไรก็ตาม สินค้าซึ่งมิใช่เพื่อประโยชน์ในทางพาณิชย์ของรัฐหนึ่งรัฐใดซึ่งได้รับความคุ้มกันของรัฐย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้การยึด กัก หรือยึดหน่วงตามกฎหมายเว้นแต่เป็นกรณีที่รัฐซึ่งเป็นเจ้าของสินค้านั้นให้ความยินยอม (มาตรา 32) และสินค้าเพื่อมนุษยธรรมซึ่งรัฐหนึ่งรัฐใดได้บริจาค ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้การยึดกักหรือยึดหน่วงตามกฎหมาย หากรัฐนั้นได้ตกลงจ่ายเงินตอบแทน(มาตรา 33)

                จ. คำฟ้องเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการช่วยเหลือกู้ภัยตามพระราชบัญญัตินี้ให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (มาตรา 29)

                ฉ. ในกรณีที่การเรียกร้องเงินตอบแทนเป็นข้อพิพาทเฉพาะเรื่องเงินตอบแทนผู้ช่วยเหลือกู้ภัยอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องขอต่อศาลในเวลาใด ๆก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลซึ่งต้องรับผิดในเงินตอบแทนจ่ายเงินตอบแทนในจำนวนที่ไม่โต้แย้งกันเมื่อศาลได้รับคำร้องนี้แล้วให้ดำเนินการไต่สวนก่อนก็ได้ศาลอาจพิจารณาสั่งให้ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยได้รับเงินตอบแทนตามจำนวนที่ร้องขอ(มาตรา 30) เมื่อผู้ช่วยเหลือกู้ภัยได้รับเงินตอบแทนตามจำนวนนั้นแล้วให้ลดหลักประกันที่วางไว้ตามมาตรา 26แก่บุคคลซึ่งต้องรับผิดในเงินตอบแทนตามส่วน

                ช. สิทธิเรียกร้องในเงินตอบแทนถ้าไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในสองปีนับแต่วันที่การช่วยเหลือกู้ภัยสิ้นสุดลงให้เป็นอันขาดอายุความ(มาตรา 31)



1ในอดีตเมื่อยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลไว้ หน้าที่ในการเข้าไปช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลถือเป็นหน้าที่ในทางศีลธรรมที่ผู้ประสบเหตุควรให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นมหาอำนาจทางพาณิชยนาวีเป็นประเทศแรกที่มีกฎหมายสมัยใหม่เกี่ยวกับการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลซึ่งนอกจากเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในยามยากลำบากแล้ว ยังเป็นการลดหรือป้องกันความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภยันตรายทางทะเลอีกด้วย ดังนั้นจึงมีการออกกฎหมายเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลขึ้น โดยมีมาตรการจูงใจให้มีการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลมากขึ้น โดยการให้ค่าตอบแทนการช่วยเหลือกู้ภัยแก่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัย

ทวีศักดิ์ เอื้ออมรวนิช, "การช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล พ.ศ..." (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547), หน้า 2.

2ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอน 38 ก วันที่ 1 สิงหาคม 2547 หน้า 1

ท่านคือผู้เข้าชมคนที่

สงวนลิขสิทธิ์ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 6 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพ ฯ 10330 Email : tri@chula.ac.th