ทางรถไฟสายคอคอดกระ

จัดทำข้อมูลโดย : สุนันทา เจริญปัญญายิ่ง

        ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นก่อสร้างเส้นทางรถไฟผ่านคอคอดกระ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการทางทหารโดยเฉพาะ ทางรถไฟสายนี้ไม่มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากหลังการเปิดการเดินรถไฟไม่ถึงปี ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทำให้ทางรถไฟถูกรื้อถอนออกไปโดยทหารอังกฤษ

ความสำคัญของคอคอดกระ
        บริเวณคอคอดกระเป็นคอคอดที่อยู่ระหว่างอ่าวไทยและมหาสมุทรอินเดีย เป็นส่วนที่แคบที่สุดในแหลมมลายู อยู่ระหว่างเกาะสอง (ชื่อเดิม คือ วิคตอเรียพอยด์) กับอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เป็นอ่าวลึกเข้าไปในแผ่นดิน มีความยาวประมาณ 55 กิโลเมตร คอคอดกระได้รับความสนใจจากนานาประเทศ โดย เฉพาะมหาอำนาจตะวันตกที่ต้องการขุดคอคอดกระ เพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย เพราะสามารถเดินเรือโดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกาผ่านสิงคโปร์ เข้ามายังอ่าวไทยหรือทะเลจีนใต้ ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ปรากฏหลักฐานความพยายามจากประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการสำรวจและขุดคอคอดกระมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการรื้อฟื้นแนวคิดการขุดคอคอดกระโดยรัฐบาลไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติและสาเหตุการก่อสร้างทางรถไฟ
        การก่อสร้างทางรถไฟสายคอคอดกระเริ่มขึ้น ภายหลังญี่ปุ่นเริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายพม่า (สายมรณะ) ซึ่งมีการออกคำสั่งจากกองทัพญี่ปุ่นให้ลดเวลาการก่อสร้างทางรถไฟสายพม่าลงเหลือเพียง 4 เดือน เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2486 ในขณะนั้น กองทัพญี่ปุ่นต้องการสร้างทางรถไฟที่ตัดจากชุมพรผ่านคอคอดกระไปยังริมแม่น้ำละอุ่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งยุทธสัมภาระทางเรือไปสนับสนุนหน่วยรบทางภาคใต้ของพม่า โดยผ่านแหลมวิคตอเรียของพม่า จึงส่งกองทหารและพลเรือนเข้าไปสำรวจบริเวณตั้งแต่ชุมพร ซึ่งติดกับอ่าวไทยผ่านระนอง ชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ไปจนถึงวิคตอเรียพอยด์ การสำรวจกินเวลาประมาณ 2 เดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2486 มีการเปิดประชุมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นเรื่องการก่อสร้างทางรถไฟผ่านคอคอดกระ โดยฝ่ายไทยแสดงท่าทีสนับสนุนและยอมรับข้อเสนอเรื่องการร่วมมือเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟที่ญี่ปุ่นเสนอ

        วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2486 ได้มีการร่าง “ข้อตกลงเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟผ่านคอคอดกระ” ซึ่งโดยปกติการลงมือทำข้อตกลงเช่นนี้ ฝ่ายไทยมักใช้เวลาพิจารณาเป็นปี แต่การตกลงใจให้ความร่วมมือที่รวดเร็วผิดปกติเช่นนี้มาจากสถานการณ์ที่บีบคั้นจากฝ่ายญี่ปุ่น เป็นที่น่าสังเกตว่าการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ต่างจากการก่อสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า ตรงที่ทางรถไฟสายไทย-พม่า ส่วนใหญ่ญี่ปุ่นดำเนินการอย่างลับ ๆ แทบไม่แจ้งแก่ฝ่ายไทย แต่สายคอคอดกระนั้น ญี่ปุ่นปฏิบัติอย่างเปิดเผยต่อฝ่ายไทย และเรียกร้องขอความร่วมมืออย่างเต็มที่ เนื่องจากเส้นทางที่กำหนดว่าจะก่อสร้างทางรถไฟสายนี้นั้น เป็นเส้นทางเชื่อมภาคใต้ที่เดิมมีอย่างสายเดียว จึงไม่สามารถทำอย่างลับ ๆ ได้

        การก่อสร้างทางรถไฟเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2486 ตามข้อตกลงในการสร้างทางรถไฟ ฝ่ายไทยจะเป็นฝ่ายจัดหานายช่างควบคุมงานและกรรมกรให้เท่าที่จำเป็นแก่ฝ่ายญี่ปุ่น ส่วนฝ่ายญี่ปุ่นรับผิดชอบด้านงานโยธา มีการแบ่งการทำงานเป็นกลุ่ม มีกลุ่มทำงานที่จ้างกรรมกรชาวพื้นเมือง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคินโจ กลุ่มนิชิโมโต และกลุ่มคาโก การประกาศรับสมัครกรรมกรเริ่มขึ้นก่อนมีการทำสัญญากับฝ่ายไทย คือเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน พ.ศ.2486 กรรมกรกลุ่มคินโจเป็นแรงงานหลัก ใช้กรรมกรไทย อินเดีย มลายูและจีน ราว 20,000 – 25,000 คน ได้ค่าแรงวันละ 2 – 4 บาท การทำงานจะแบ่งเป็นเขตย่อย 6 – 7 เขต ก่อสร้างไปพร้อม ๆ กัน มีความยาวตลอดสายรวม 90 กิโลเมตร เส้นทางการก่อสร้างทางรถไฟ สร้างขนานไปกับแนวถนนเพชรเกษม เพื่อหลีกเลี่ยงภูเขาสูง และก่อสร้างสถานีรถไฟชั่วคราวเป็นระยะ ๆ เริ่มจาก สถานีชุมพร วังไผ่ ท่าสาร ปากจั่น ทับหลี กระบุรี คลองลำเลียง และสถานีเขาฝาชี โดยสถานีสุดท้ายจะสร้างเป็นถาวร และมีโกดังริมน้ำ เพื่อเก็บอาวุธ เสบียง และเชื้อเพลิง ซึ่งนำลงเรือลำเลียง เพื่อขนส่งออกจากแม่น้ำละอุ่น ออกปากแม่น้ำกระบุรี ต่อไปยังวิคตอเรียพอยด์ ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง

         เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2486 มีพิธีฉลองการเปิดใช้รถไฟสายคอคอดกระ แต่รถไฟสามารถเริ่มใช้งานได้จริงเดือนมิถุนายน 2487 เนื่องจากการก่อสร้างดำเนินอย่างรีบเร่ง ทำให้เกิดข้อบกพร่องต่าง ๆ เช่น ตะปูเหล็กที่ตอกไม้หมอนเข้ากับรางหลุด เป็นต้น

        สาเหตุสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องก่อสร้างทางรถไฟผ่านคอคอดกระ (ชุมพร -กระบุรี) นั้น เนื่องจากเดิมการเดินเรือผ่านสิงคโปร์ไปขึ้นฝั่งมหาสมุทรอินเดียต้องเผชิญกับเรือดำน้ำของอังกฤษ จึงต้องหลีกเลี่ยงที่จะไม่ผ่านช่องแคบมะละกา โดยเลือกใช้เส้นทางผ่านชุมพร ลงเรือที่ระนอง ขึ้นบกที่วิคตอเรียพอยด์ และแม้ว่าเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่าจะแล้วเสร็จปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2486 แต่เส้นทางนี้ก็ยังคงใช้ลำเลียงกำลังทหาร เสบียง และอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่

        สถานีรถไฟเขาฝาชี ตั้งอยู่ตำบลละอุ่น จังหวัดระนอง เป็นสถานีรถไฟที่มีความสำคัญต่อกองทัพญี่ปุ่นมาก เพราะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ใช้เป็นฐานกำลังในการสู้รบบริเวณพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีการก่อสร้างทั้งทางรถไฟ ท่าเทียบเรือ ค่ายทหาร หลุมหลบภัย และป้อมปราการ เพื่อต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร โดยรายละเอียดสิ่งก่อสร้างและสถาพภูมิศาสตร์ ดังนี้

         • ที่ตั้งฐานกำลังทหาร มีกองบัญชาการของทหาร ระดับสูงตั้งอยู่บนยอดเขาฝาชีระดับความสูง 259 เมตร ลักษณะตัวอาคารทำด้วยไม้มุงด้วยสังกะสี ณ บริเวณจุดนี้สามารถมองเห็นได้ระยะไกลครอบคลุมทั้งลำแม่น้ำกระบุรี คลองละอุ่น ตลอดจนคลองเขมาใหญ่ และคลองมะลิวัลย์ในพม่า ทำเลที่ตั้งฐานทหารจึงมีความได้เปรียบในทางยุทธการ เพราะสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของข้าศึกได้ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศบนยอดเขาฝาชี

         • อาคารของผู้บัญชาการฐานบริเวณไหล่ฝาชี จะรายรอบด้วยหลุมเพลาะอุโมงค์หลบภัยและอาคารที่พักของนายทหารญี่ปุ่นระดับรองลงมาสร้างไว้ เรียงรายกระจัดกระจายตามหลืบหรือซอกเขา สามารถอำพรางหรือซ่อนเร้นจากเครื่องบินตรวจการณ์ของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างดี และบริเวณเขาฝาชีใกล้ทางหลวงหมายเลข 4 เป็นที่ตั้งของอาคารที่พักของทหารญี่ปุ่น และมีคุกดินสำหรับคุมขังเฉลยศึก ส่วนใหญ่จะเป็นแขกมาเลเซีย อินเดีย หรือคุกขังคนไทยที่ถูกจับด้วยข้อหาต่าง ๆ และมีแหล่งเก็บน้ำไว้สำหรับอุปโภคและบริโภค

        • ทางรถไฟ ก่อสร้างบริเวณถัดจากตีนเขาฝาชีไปทางด้านใต้ริมคลองละอุ่น ซึ่งเป็นที่ราบลุ่ม แต่เดิมบริเวณนี้เป็นป่าชายเลนน้ำทะเลท่วมถึง แต่ทหารญี่ปุ่นได้คุมเฉลยศึกและกรรมกรขุดตัดดินจากเนินเขา เพื่อสร้างทางรถไฟตัดผ่านส่วนหนึ่งและจากนำดินตีนเขานำไปถมปรับพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการปลูกสร้างอาคารต่าง ๆ

        • อาคารโกดัง ทำด้วยไม้มุง ด้วยสังกะสีขนาดใหญ่สร้างเลียบริมฝั่งคลองละอุ่นเชื่อมต่อเนื่องกับท่าเทียบเรือ ทหารญี่ปุ่นได้ใช้โกดังแห่งนี้เป็นที่เก็บเสบียงอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหินและยุทธภาระทุกอย่าง ยกเว้นอาวุธยุทธภัณฑ์ กระสุนปืน มิได้เก็บไว้ในส่วนนี้ โดยขนถ่ายจากรถไฟหรือจากเรือลำเลียง

        • ท่าเทียบเรือ ตั้งอยู่ริมลำคลองละอุ่น เพื่อให้เรือจอดทอดสมออยู่ในลำคลองละอุ่นบริเวณท่าเทียบเรือจะมีท่อน้ำตั้งอยู่ในระยะ ๆ เพื่อขนถ่ายน้ำลงเรือทุกประเภท น้ำเหล่าน้ำต่อท่อมาจากแหล่งเก็บน้ำบริเวณตีนเขาฝาชีระยะทางประมาณ 400 เมตร

         • โรงเรือนที่พัก ของเฉลยศึกหรือกรรมกรมีลักษณะเป็นโรงเรือนชั่วคราวตั้งอยู่กระจัดกระจายทั่วไป

         • อาคารพยาบาล

         • อาคารโรงอาหารเลี้ยงพวกเชลย

         • สถานีรถไฟเขาฝาชี ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของฐานเส้นทางรถไฟตัดผ่านกลางฐานมีลักษณะเป็นทางรถไฟคู่ขนานเพราะต้องใช้ในการกลับหัวรถจักรไอน้ำที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ส่วนบริเวณด้านทิศเหนือของสถานีรถไฟติดกับตีนเขาฝาชีบางส่วน (ที่ตั้งของโรงเรียนละอุ่นวิทยาคารในปัจจุบัน) เป็นสถานที่ฝังศพของเชลยศึกหรือกรรมกรสร้างทางรถไฟซึ่งล้มตายระหว่างสงครามเป็นจำนวนมาก

         • กองกำลังส่วนหน้า ตั้งอยู่ ณ เกาะขวาง และเขาหัวค่าง เกาะขวาง ตั้งอยู่กลางแม่น้ำกระบุรี เป็นที่ตั้งของกองกำลังตรวจการณ์ทางน้ำชั้นหน้าสุดของทหารญี่ปุ่น รอบเกาะบางช่วงมีอุโมงค์ลอดใต้ดิน อุโมงค์ดังกล่าวใช้สำหรับหลบภัยการโจมตีของข้าศึก ภายในอุโมงค์ใต้ดินมีบางตอนมีลักษณะเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ มีหลายห้องติดต่อกันมีทางเข้าซับซ้อน นอกจากนี้บนเกาะยังมีหลุมเพลาะและที่ตั้งของฐานปืนใหญ่ ส่วนเขาหัวค่างซึ่งตั้งอยู่ปากคลองละอุ่นเป็นจุดตรวจการณ์ในส่วนนี้ เขาหัวค่างมีลักษณะการสร้างฐานกำลังคล้ายกับเกาะขวางด้านที่หันหน้าเข้าสู่คลองละอุ่น และคลองกระบุรีจะมีหลุมเพลาะโดยรอบนอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งฐานปืนใหญ่อีกด้วย จุดเขาหัวค่าง กำลังทหารสามารถเดินทางเท้าผ่านป่าโกงกางไปยังฐานทัพบ้านเขาฝาชี ระหว่างประมาณ 1.5 กิโลเมตร เส้นทางเดินทำด้วยลำไม้ไผ่พาดต่อเนื่องกันตลอดแนว

รูปที่ 1 แนวเส้นทางรถไฟในค่ายทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ ตำบลบางแก้ว อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง
ที่มา : Rotfaithai.com. เขาฝาชี...สถานีแห่งความหลัง[สายตรง]. แหล่งที่มา : http://portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=3587&start=0&postdays=0&postorder=asc&highlight= [4 พฤศจิกายน 2555].

        ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ทางรถไฟสายคอคอดกระ มีความสำคัญทางการทหารต่อกองทัพญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง ทำให้การลำเลียงกำลังคนและยุทธปัจจัยต่าง ๆ กระจายตัวและเชื่อมต่อกันทั่วภาคใต้ของประเทศไทย

         เมื่อทางรถไฟสายคอคอดกระเปิดใช้งาน มีรถไฟจากชุมพรไปกระบุรีทุกวัน รถขนส่งจากชุมพรไปกระบุรีเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2487 มีจำนวน 464 คัน และขนส่งจากท่าน้ำชุมพรไปยังสถานีชุมพรทั้งกลางวันและกลางคืน เช่น ข้าวสาร 600 ตัน ที่ส่งมาทางเรือจากกรุงเทพ ฯ ขนลงรถไฟทั้งหมด และเรือกลไฟจากอินโดจีน 1 ลำ บรรทุกยุทธสัมภาระ เครื่องเขียน เครื่องเหล็ก เครื่องยนต์ ลวด และสายเคเบิ้ลประมาณ 800 ตัน ได้ถ่ายของเหล่านี้ลงเรือลำเลียงไปกรุงเทพ ฯ และรับข้าวจากกรุงเทพ ฯ ลำเลียงไปสิงคโปร์

        เส้นทางรถไฟสายชุมพร-กระบุรี-คลองละอุ่น หรือทางรถไฟสายคอคอดกระนี้ ทหารญี่ปุ่นได้ใช้เส้นทางรถไฟลำเลียงอยู่ประมาณ 11 เดือน จนเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2487 เครื่องบินพันธมิตรขนาด 4 เครื่องยนต์ ประมาณ 20 ลำได้ทำการบินโจมตีทิ้งระเบิดทำลายหัวรถจักรทางรถไฟ เรือเสบียง และเรือบรรทุกอาวุธที่รับขนถ่ายจากขบวนรถไฟ ถูกระเบิดจมน้ำที่คลองละอุ่น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2488 ระหว่าง 14.00-18.00 น. เครื่องบินพันธมิตรก็ได้ปฏิบัติการทิ้งระเบิด และกราดยิงด้วยปืนกลบริเวณสถานีรถไฟ ทางรถไฟสายชุมพร-ละอุ่นซ้ำอีกระลอก ค่ายทหารญี่ปุ่นที่เขาฝาชี จึงได้รับความเสียหายมาก

        ก่อนที่ญี่ปุ่นจะแพ้สงคราม (กองทัพญี่ปุ่นเสนอยอมแพ้สงครามเมื่อ 10 สิงหาคม พ.ศ.2488) ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2488 ทหารญี่ปุ่นได้ทำการรื้อถอนทางรถไฟสายนี้ เริ่มตั้งแต่ท่าเรือเขาฝาชีตอน กม.30 ถึง กม.18 โดยแจ้งต่ออนุกรรมการฝ่ายไทยว่า เพื่อนำรางไปซ่อมแซมทางรถไฟบางตอนที่ถูกระเบิดเสียหายทางใต้ ครั้นเมื่อสงครามยุติ ทหารสหประชาชาติได้เข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในไทย เมื่อ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ต่อจากนั้นทหารอังกฤษจึงได้รื้อถอนทางรถไฟสายนี้ ทำให้ปัจจุบัน จึงไม่มีทางรถไฟสายคอคอดกระให้เห็นดังเช่นทางรถไฟสายไทย-พม่า ด้านจังหวัดกาญจนบุรี มีเพียงปรากฏหลักฐาน หรือร่องรอย ที่บ่งชี้ว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้เคยมาตั้งฐานทัพอยู่ที่บริเวณเขาฝาชี โดยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ในสมัยสงครามถูกรวบรวม และจัดแสดงไว้ที่ ศูนย์ประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ องค์การบริหารที่ทำการส่วนตำบลบางแก้ว อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง

รูปที่ 2 ขุดพบรางรถไฟโบราณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพเสียหายจากระเบิด
ที่มา: ฮือฮาขุดพบรางรถไฟโบราณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพเสียหายจากระเบิด [สายตรง]. แหล่งที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMU56Y3dNVEV3T0E9PQ== [4 พฤศจิกายน 2555].


รูปที่ 3 หัวจักรรถไฟที่เคยใช้วิ่งในเส้นทางคอคอดกระ ในอาคารพิพิธภัณฑ์เชิงประวัติศาสตร์ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ ตำบลบางแก้ว อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง
ที่มา : digimontamer (นามแฝง). [CR] ชวนนั่งรถไฟไปดูหัวรถไฟที่เขาฝาชีครับ[สายตรง]. แหล่งที่มา : www3.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E10663417/E10663417.html [4 พฤศจิกายน 2555].

ระยะเวลาการก่อสร้าง
        ระยะเวลาก่อสร้างทางรถไฟสายคอคอดกระ นับจากเริ่มการก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2486 และมีพิธีฉลองเปิดเส้นทางเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 ทางรถไฟสายนี้ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 6 เดือนเท่านั้น มีระยะทางรวม 90 กิโลเมตร โดยมีเส้นทางเดินตั้งแต่สถานีชุมพร วังไผ่ ท่าสาร ปากจั่น ทับหลี กระบุรี คลองลำเลียง และสถานีเขาฝาชี

ผลการดำเนินงานของการสร้างทางรถไฟ
        ผลของการเดินรถไฟสายนี้ ทำให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถลำเลียงยุทธปัจจัยต่าง ๆ ได้สะดวก มีการเพิ่มเที่ยวการเดินรถไฟให้มากขึ้น สามารถขนส่งสิ่งของจำนวนมาก ต่อไปยังพื้นที่ในความควบคุมได้ไกลขึ้น โดยเฉพาะในพม่า ทำให้มีการเพิ่มขบวนการเดินรถไฟเพื่อขนส่งทางทหารมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อขบวนรถไฟโดยสารของไทย ซึ่งเดินรถไฟได้ไม่คล่องตัว เป็นปัจจัยที่ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลน และมีราคาสูง ประกอบกับญี่ปุนกว้านซื้อสินค้าต่าง ๆ เพื่อนำไปเลี้ยงกองทัพ สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทยในขณะนั้นประสบกับภาวะข้าวยากหมากแพงยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า ทางรถไฟสายคอคอดกระสร้างคุณประโยชน์แก่กองทัพญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

แผนพัฒนาทางรถไฟในอนาคต
        ทางรถไฟสายคอคอดกระ เป็นทางรถไฟที่มีความแตกต่างจากทางรถไฟสายอื่น ๆ เพราะก่อสร้างขึ้นเพื่อใช้เฉพาะในกิจการทางทหารของกองทัพญี่ปุ่นเท่านั้น ตั้งแต่สงครามสิ้นสุดจนถึงปัจจุบัน ไม่ปรากฏโครงการหรือการผลักดันให้ก่อสร้างเส้นทางนี้ขึ้น มีเพียงผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการจราจร ได้มีการเสนอแนวทางการสร้างเส้นทางชุมพร - ระนอง ระยะทาง 83 กิโลเมตร ซึ่งเคยเป็นเส้นทางรถไฟสายคอคอดกระมาก่อน



1โยชิกาวา โทชิฮารุ , ทางรถไฟสายไทย-พม่าในสงครามมหาเอเชียบูรพา (กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, 2538), หน้า 327.

2ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เหตุผลหลักที่สำคัญ คือต้องการขุดคลอง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ต่อการเคลื่อนกองทัพเรือจากฝั่งอ่าวไทย ไปฝั่งทะเลอันดามัน เป็นการขยายความเข็มแข็ง ของราชอาณาจักรในยุคสมัยนั้น และ เพื่อให้การค้ากับต่างประเทศ ที่ได้เริ่มเปิดประเทศ ติดต่อกับชาติยุโรปที่จะมาทางฝั่งอันดามันไม่ต้องเสียเวลาเดินเรือ อ้อมไปผ่านที่ ช่องแคบมะละกา สามารถตัดตรง จากฝั่งอันดามัน มายังอ่าวไทยมุ่งไปกรุงศรีอยุธยาได้สะดวก และแนวคลองที่เห็นว่าเหมาะสม ในสมัยนั้น ก็ได้พิจารณาแนวคลองที่จะขุด คือ แนวคอคอดกระ จังหวัด ระนอง เหตุที่เลือกแนวคลองนี้ก็เพราะเป็นส่วนที่แคบที่สุดของประเทศที่สามารถทำการขุดก่อสร้างได้ง่าย

สถาพร เขียววิมล . กรอบการพิจารณา แนวขุดคลองไทย (คอคอดกระ) [สายตรง].แหล่งที่มา: http://www.thai-canal. com/index2.php [25 มีนาคม 2556].

3วิภาพร ประเสริฐศร. ความเป็นมาของคลองคอดกระ(คลองไทย) [สายตรง]." แหล่งที่มา : http://www.thai-canal.com/ PDFfile/Hist01T.pdf [25 มีนาคม 2556].

4ประพันธ์ ผลเสวก. ทางรถไฟสายคอคอดกระ : ความพยายามของกองญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 . ศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับที่ 8 (มิถุนายน 2534) หน้า 106-107.

5โยชิกาวา โทชิฮารุ , ทางรถไฟสายไทย-พม่าในสงครามมหาเอเชียบูรพา (กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, 2538), หน้า 331-332.

6โยชิกาวา โทชิฮารุ , ทางรถไฟสายไทย-พม่าในสงครามมหาเอเชียบูรพา (กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, 2538), หน้า 342-348.

7ประพันธ์ ผลเสวก. ทางรถไฟสายคอคอดกระ : ความพยายามของกองญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 . ศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับที่ 8 มิถุนายน 2534 หน้า 109.

8ประพันธ์ ผลเสวก. ทางรถไฟสายคอคอดกระ : ความพยายามของกองญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 . ศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับที่ 8 มิถุนายน 2534 หน้า 108.

9โยชิกาวา โทชิฮารุ , ทางรถไฟสายไทย-พม่าในสงครามมหาเอเชียบูรพา (กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, 2538), หน้า 342-348.

10ย้อนรอยฐานกำลังทหารที่ญี่ปุ่นในสงครามโลก ครั้งที่ 2 [สายตรง]. แหล่งที่มา : http://www.ranongvariety.com/show_history.php?id=35 [4 พฤศจิกายน 2556].

11โยชิกาวา โทชิฮารุ , ทางรถไฟสายไทย-พม่าในสงครามมหาเอเชียบูรพา (กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, 2538), หน้า 342-348.

12ASTVผู้จัดการออนไลน์. ขุดพบรางรถไฟโบราณ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อำเภอละอุ่น [สายตรง]. แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9560000002977&TabID=3& [15 เมษายน 2556].

13พวงทิพย์ เกียรติสหกุล, ชีวิตราษฎรสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา : มุมมองผ่านการเข้ามาควบคุมของกองทัพญี่ปุ่น. วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 30 ฉบับที่ 1 พฤษภาคม 2553, หน้า 119 -120.

14ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 127 ตอนที่ พิเศษ 137 ง ประกาศวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2553, หน้าที่ 122
ท่านคือผู้เข้าชมคนที่

สงวนลิขสิทธิ์ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 6 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพ ฯ 10330 Email : tri@chula.ac.th