พระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ.2521

จัดทำข้อมูลโดย : สุนันทา เจริญปัญญายิ่ง

        พระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ.2521 เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การพาณิชยนาวีอันได้แก่การขนส่งทางทะเล การประกันภัยทางทะเล การเดินเรือ กิจการอู่เรือ และกิจการท่าเรือมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องควบคุมทำนุบำรุงและส่งเสริมให้เจริญยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถสนองความต้องการของประเทศได้แต่ปัจจุบันกิจการพาณิชยนาวีอยู่ในความควบคุมของหน่วยราชการหลายแห่งสมควรให้มีการประสานงานเพื่อควบคุมทำนุบำรุงและส่งเสริมการพาณิชยนาวีให้สอดคล้องกันตามนโยบายของประเทศและให้มีมาตรการต่าง ๆเพื่อใช้ในการส่งเสริมและคุ้มครองการพาณิชยนาวีของไทยให้เจริญก้าวหน้าสามารถสนองความต้องการของประเทศและสามารถแข่งขันในการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศได้

        ทั้งนี้ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ใน พระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี (ฉบับที่2) พ.ศ. 2548ทั้งนี้เพราะปัจจุบันกิจการขนส่งคนโดยสารระหว่างประเทศและกิจการขนส่งของหรือคนโดยสารทางทะเลชายฝั่งในราชอาณาจักรมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในแง่การนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยแต่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวยังไม่ได้รับการส่งเสริมตามพระราชบัญญัตินี้เท่าที่ควรสมควรปรับปรุงบทนิยาม "การขนส่งทางทะเล"ให้ครอบคลุมถึงกิจการดังกล่าวนอกจากนี้สมควรแก้ไขหลักเกณฑ์การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบธุรกิจการขนส่งทางทะเลและผู้ประกอบกิจการอู่เรือเพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถมาขอจดทะเบียนได้ประกอบกับองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวียังไม่เหมาะสมกับการส่งเสริมกิจการพาณิชยนาวีในส่วนของการเสนอนโยบายและแผนการพัฒนาการพาณิชยนาวีแผนการจัดระบบการขนส่งที่เชื่อมโยงกับการขนส่งทางทะเลและการกำหนดบริเวณหรือทำเลในการตั้งท่าเรือสมควรปรับปรุงองค์ประกอบและคุณสมบัติของคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวีให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

         เนื้อหาพระราชบัญญัติมีจำนวน 35 มาตรา แบ่งเนื้อหา ดังนี้

         1. การบังคับใช้และบทนิยาม

         2. คณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี

         3. กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี

         4. การส่งเสริมการพาณิชยนาวี

         5. ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลและผู้ประกอบกิจการอู่เรือ

         สาระสำคัญของพระราชบัญญัติ มีรายละเอียดดังนี้

การบังคับใช้และบทนิยาม

        1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ (มาตรา 35)

        2. พระราชบัญญัตินี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2521 และให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งตรงกับวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2521 เป็นต้นไป (มาตรา 2)

        3. บทนิยาม (มาตรา 4)

         "การพาณิชยนาวี" หมายความว่า การขนส่งทางทะเลการประกันภัยทางทะเล การเดินเรือ กิจการอู่เรือและกิจการท่าเรือและหมายความรวมถึงกิจการอย่างอื่นที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงหรือเป็นส่วนประกอบกับกิจการดังกล่าวตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

         "การขนส่งทางทะเล" หมายความว่าการขนส่งของหรือคนโดยสารโดยเรือจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศหรือจากต่างประเทศมายังประเทศไทยหรือจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนอกราชอาณาจักรและให้หมายความรวมถึงการขนส่งของหรือคนโดยสารทางทะเลชายฝั่งในราชอาณาจักรโดยเรือที่มีขนาดตั้งแต่สองร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไปด้วย

         "เรือ" หมายความว่าเรือเดินทะเลที่ใช้ในการขนส่งทางทะเล

         "เรือไทย" หมายความว่าเรือไทยตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยที่ใช้ในการขนส่งทางทะเล

         "ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเล" หมายความว่าผู้ประกอบธุรกิจการขนส่งทางทะเลซึ่งอยู่ในประเทศไทยและรับทำการขนส่งทางทะเลและหมายความรวมถึงสาขาและตัวแทนของผู้ประกอบธุรกิจการขนส่งทางทะเลซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศและประกอบการขนส่งทางทะเลในประเทศไทยรวมทั้งผู้กระทำการเป็นนายหน้าเตรียมหาของในประเทศไทยเพื่อการขนส่งทางทะเล

         "ผู้ส่งของ" หมายความว่าเจ้าของของหรือตัวแทนซึ่งส่งของไปยังหรือสั่งหรือนำของมาจากต่างประเทศโดยทางทะเล

         "ของ" หมายความว่าสินค้า สิ่งของ หรือสัตว์มีชีวิต

         "ท่าเรือ" หมายความว่าสถานที่สำหรับให้บริการแก่เรือในการจอด เทียบบรรทุกหรือขนถ่ายของ

         "กิจการท่าเรือ" หมายความว่า ธุรกิจเกี่ยวกับท่าเรือและหมายความรวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงหรือเป็นส่วนประกอบกับท่าเรือตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

         "กิจการอู่เรือ" หมายความว่า ธุรกิจต่อ ซ่อมหรือซ่อมบำรุงเรือหรือให้บริการติดตั้งหรือซ่อมเครื่องเรือหรืออุปกรณ์การเดินเรือของเรือ

         "คณะกรรมการ" หมายความว่าคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี

         "สำนักงาน" หมายความว่ากรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี*

         "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่าผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

         "รัฐมนตรี" หมายความว่ารัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

คณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี

        1.คณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี(มาตรา 5)ประกอบด้วย

           ก. นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

           ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นรองประธาน

           ค.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาปลัดกระทรวงคมนาคมปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงมหาดไทยปลัดกระทรวงแรงงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บัญชาการทหารเรือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นกรรมการ

           ง. ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานสมาคมธนาคารไทยเป็นกรรมการ

           จ. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ทางด้านการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศการขนส่งทางน้ำ กิจการท่าเรือกิจการการเดินเรือไทย กิจการอู่เรือ กฎหมายพาณิชยนาวีการประกันภัยทางทะเล การค้าระหว่างประเทศและด้านสิ่งแวดล้อมด้านละหนึ่งคนเป็นกรรมการ

           ฉ. อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีเป็นกรรมการและเลขานุการ

        2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

           ก. วาระของกรรมการ (มาตรา 6)มีดังนี้

           กรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปีกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกันเมื่อครบกำหนดตามวาระให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ภายใน 60 วันในระหว่างที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่

           ข. การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ

              1) ครบวาระ (มาตรา 6)

              2) พ้นตำแหน่งด้วยเหตุอื่น (มาตรา 8) ได้แก่ ตายลาออก คณะรัฐมนตรีให้ออกหรือ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 4

              เมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระคณะรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการที่ตนแทน

           ค. ลักษณะต้องห้ามของการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (มาตรา 7) คือ

              1) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

              2) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

              3) เป็นบุคคลล้มละลาย

              4) เป็นข้าราชการการเมือง

              5) เป็นกรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

        3. การประชุมของคณะกรรมการ

        ในการประชุมของคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการซึ่งได้รับมอบหมายจากประธานเป็นประธานในที่ประชุมถ้าประธานและรองประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมแทน (มาตรา 9) การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวนของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุมการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากกรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาดกรรมการผู้ใดที่มีส่วนได้เสียเป็นการส่วนตัวในเรื่องใดห้ามมิให้กรรมการผู้นั้นออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น (มาตรา 10)

        4.หน้าที่ของคณะกรรมการ (มาตรา 11) มีดังนี้

           ก. ให้คำปรึกษาต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการพาณิชยนาวีตามที่คณะรัฐมนตรีขอให้พิจารณา

              1) เสนอนโยบายและแผนการพัฒนาการพาณิชยนาวีรวมทั้งแผนการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบและแผนการบริหารจัดการระบบการขนส่งที่เชื่อมโยงกับการขนส่งทางทะเลโดยมุ่งเน้นในการสร้างความเข้มแข็งให้กับการพาณิชยนาวีไทยต่อคณะรัฐมนตรี

              2) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาประกาศกำหนดบริเวณหรือทำเลที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งของท่าเรือประเภทต่างๆตามลักษณะของการขนส่งทางทะเลโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดในการใช้ทรัพยากรผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ความมั่นคงการรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการเดินเรือ

           ข. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการพัฒนาการส่งเสริม การควบคุม การคุ้มครอง และการประสานงานการพาณิชยนาวีโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เสนอความเห็นเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการ

              1) ในการเสริมสร้างเรือไทยให้มีจำนวนและความสามารถในการดำเนินการขนส่งทางทะเลสูงขึ้น

              2) เพื่อจัดให้มีและหรือส่งเสริมสถานฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และคนประจำเรือตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจการพาณิชยนาวีให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศและให้เข้ามาตรฐานสากล

              3) ในการส่งเสริมและควบคุมเกี่ยวกับการขนส่งทางทะเลการประกันภัยทางทะเล การเดินเรือ กิจการอู่เรือและกิจการท่าเรือรวมทั้งการสื่อสารและเครื่องช่วยในการเดินเรือและ

              4) เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลซึ่งสามารถถือกรรมสิทธิ์เรือไทยได้และผู้ส่งของซึ่งอยู่ในประเทศไทย

           ค. จัดทำข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยหารือกับส่วนราชการของราชการบริหารส่วนกลางราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น องค์การของรัฐ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเกี่ยวกับการจัดตั้ง ยุบรวม แยกและเลิกท่าเรือและกิจการท่าเรือตลอดจนโครงสร้างและแผนงานในการขยายงาน การลงทุนการวางแผนพัฒนาท่าเรือและกิจการท่าเรือของส่วนราชการของราชการบริหารส่วนกลางราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น องค์การของรัฐ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ

           ง. เสนอความเห็นหรือให้คำแนะนำต่อคณะรัฐมนตรีในการออกกฎหมายเพื่อการพัฒนาการส่งเสริม การควบคุม การคุ้มครองและการประสานงานการพาณิชยนาวี

           จ. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการพาณิชยนาวี

           ฉ. เสนอความเห็นหรือให้คำแนะนำต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงประกาศและคำสั่งตามพระราชบัญญัตินี้

           ช. กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้ผู้ได้รับสิทธิและประโยชน์ปฏิบัติเพื่อควบคุมการใช้สิทธิและประโยชน์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

           ซ. ประสานโครงการและแผนงานเกี่ยวกับการพาณิชยนาวีและการควบคุมการเดินเรือระหว่างส่วนราชการของราชการบริหารส่วนกลางราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น องค์การของรัฐ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจและเอกชน

           ฌ. ปฏิบัติการอื่นใดที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการหรือที่คณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมอบหมาย คณะกรรมการอาจมอบหมายหน้าที่ตาม ซ. และ ฌ.ให้สำนักงานปฏิบัติแทนได้

        5. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ มีดังนี้

           ก. คณะกรรมการอาจตั้งบุคคลใดเป็นคณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการจะมอบหมายก็ได้ (มาตรา 12)

           ข. คณะกรรมการมีอำนาจเรียกเป็นหนังสือให้บุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริงหรือให้ส่งเอกสารใดอันเกี่ยวกับกิจการพาณิชยนาวีได้ (มาตรา 13)

กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี

        1. ให้มีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ขึ้นในกระทรวงคมนาคม (มาตรา 14) มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

           ก. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานเกี่ยวกับการพาณิชยนาวี

           ข. ศึกษาและวิเคราะห์โครงการ แผนงานหรือมาตรการเกี่ยวกับการพาณิชยนาวีเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ

           ค. ศึกษาและวิจัยและประสานงานในทางวิชาการเกี่ยวกับการขนส่งทางทะเล การประกันภัยทางทะเล การเดินเรือการสื่อสารและเครื่องช่วยในการเดินเรือ กิจการอู่เรือและกิจการท่าเรือและรวบรวมข้อมูลในทางวิชาการเพื่อเผยแพร่รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับสถาบันทางวิชาการอื่น

              1) ขอให้ส่วนราชการของราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาคราชการบริหารส่วนท้องถิ่น องค์การของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจส่งโครงการหรือแผนงาน ตลอดจนรายละเอียดทางวิชาการการเงินและสถิติที่จำเป็นแก่การศึกษาภาวะการพาณิชยนาวีเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการหรือสำนักงานก็ได้ (มาตรา 26)

              2) เพื่อประโยชน์ในการสำรวจและรวบรวมข้อมูลและสถิติเกี่ยวกับการพาณิชยนาวีให้ผู้ประกอบธุรกิจการพาณิชยนาวีแจ้งข้อมูล สถิติและข้อความอื่นที่จำเป็นต่อสำนักงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 27)

              ทั้งนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยข้อมูล สถิติ หรือข้อความใดฯ อันได้มาตามมาตรา 13หรือมาตรา 27 ซึ่งตามปกติวิสัยพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผยเว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามหน้าที่ราชการหรือเพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี (มาตรา 28)ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

           ง. ปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

           จ. ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัตินี้หรือปฏิบัติการตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสำนักงาน

        2.ให้มีอธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี คนหนึ่งมีหน้าที่บังคับบัญชาและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานและจะให้มีรองเลขาธิการเป็นผู้ช่วยปฏิบัติราชการด้วยก็ได้(มาตรา15)

การส่งเสริมการพาณิชยนาวี

        1. รัฐบาลอาจกำหนดมาตรการและหรือให้สิทธิและประโยชน์ในการส่งเสริมการพาณิชยนาวีโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (มาตรา 16) ดังต่อไปนี้

           ก. กำหนดให้การขนส่งของทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศแต่ละประเทศต้องใช้บริการขนส่งโดยเรือไทยไม่น้อยกว่าอัตราส่วนของปริมาณของและของค่าระวางที่มีการขนส่งระหว่างกันตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

           ข. ให้ผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลที่ประกอบการขนส่งทางทะเลและที่ถือกรรมสิทธิ์เรือไทยหรือที่ประกอบกิจการอู่เรือตามที่กำหนดได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากนิติบุคคลดังกล่าวโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลรัษฎากร

           ค. ให้ผู้ส่งของซึ่งส่งของที่เป็นผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยออกไปยังต่างประเทศโดยเรือไทยหรือสั่งหรือนำของจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยโดยเรือไทยมีสิทธิหักเงินจำนวนไม่เกินร้อยละห้าสิบของค่าระวางและหรือเงินอย่างอื่นที่ได้เสียไปตามปกติในการขนส่งของดังกล่าวออกจากเงินได้สุทธิหรือกำไรสุทธิ แล้วแต่กรณีโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลรัษฎากร

           ทั้งนี้ ในพระราชกฤษฎีกาจะกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้มาตรการและการให้สิทธิและประโยชน์ดังกล่าวไว้ด้วยก็ได้

        2. รัฐมนตรีคมนาคม มีอำนาจออกกฎกระทรวงในเรื่องดังต่อไปนี้ทั้งหมด หรือบางเรื่องได้(มาตรา 17)คือ

           ก. กำหนดของที่ทางราชการ องค์การของรัฐ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ สั่งหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศโดยทางเรือในเส้นทางที่มีเรือไทยเดินอยู่และสามารถให้บริการรับขนได้ต้องบรรทุกโดยเรือไทย

           ข. กำหนดของที่ผู้ส่งของสั่งหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศโดยใช้เงินกู้จากแหล่งเงินกู้ของทางราชการองค์การของรัฐหรือบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยภายใต้บังคับของเงื่อนไขแห่งการกู้เงินนั้นหรือของที่บุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญากับทางราชการ องค์การของรัฐ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจสั่งหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวโดยทางเรือในเส้นทางที่มีเรือไทยเดินอยู่และสามารถให้บริการรับขนได้ต้องบรรทุกโดยเรือไทย

           ค. กำหนดของตามชนิดและประเภทที่กำหนดที่ผู้ส่งของจะส่งออกไปยังต่างประเทศหรือสั่งหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศโดยทางเรือในเส้นทางที่มีเรือไทยเดินอยู่และสามารถให้บริการรับขนได้ในระยะเวลาใดๆ ที่กำหนดต้องบรรทุกโดยเรือไทยในปริมาณไม่น้อยกว่าอัตราส่วนที่กำหนด

           และเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎกระทรวงที่ออกให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาในเรื่องดังต่อไปนี้

           ก. กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขใดๆที่จำเป็นเกี่ยวกับการบรรทุกของตามที่กำหนดโดยเรือไทย

           ข. กำหนดมาตรการเกี่ยวกับการให้ผู้ส่งของแจ้งการส่งออกไปยังต่างประเทศหรือสั่งหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งของตามชนิดและประเภทที่กำหนดให้บรรทุกโดยเรือไทย

           ค. กำหนดมาตรการต่างๆที่จำเป็นเพื่อทราบปริมาณของที่กำหนดให้บรรทุกโดยเรือไทยและปริมาณการใช้บริการเรือไทยของผู้ส่งของในระยะเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ไม่อาจบรรทุกของที่กำหนดโดยเรือไทยได้ให้ผู้ส่งของยื่นคำขอรับหนังสืออนุญาตให้บรรทุกของดังกล่าวโดยเรืออื่นต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานกำหนด การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้บรรทุกของโดยเรืออื่นให้สำนักงานแจ้งให้ผู้ขอทราบภายในเวลาไม่เกินห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอถ้าผู้ขอไม่ได้รับแจ้งภายในกำหนดเวลาห้าวันให้ถือว่าได้รับอนุญาตให้บรรทุกของโดยเรืออื่นได้ (มาตรา 19)

           ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศที่ออกตามมาตรา 18ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน10,000 บาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม

        3. กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี มีอำนาจ ดังนี้

           ก. มีอำนาจเรียกเป็นหนังสือให้บุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริงหรือให้ส่งเอกสารใดอันเกี่ยวกับกิจการพาณิชยนาวีได้ (มาตรา 13) ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกต้องระวางโทษปรับไม่เกิน5,000 บาท (มาตรา 29)ผู้ใดให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารอันเป็นเท็จหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 27 หรือกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 27 หรือแจ้งข้อมูล สถิติ หรือข้อความอันเป็นเท็จต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 30)

           ข. ออกหนังสืออนุญาตบรรทุกของโดยเรือไทยในกรณีที่ไม่อาจบรรทุกของได้ตามมาตรา 17 โดยเรือไทยได้ ให้ผู้ส่งของยื่นคำขอรับหนังสืออนุญาตให้บรรทุกของดังกล่าวโดยเรืออื่นต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานกำหนดการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้บรรทุกของโดยเรืออื่นให้สำนักงานแจ้งให้ผู้ขอทราบภายในเวลาไม่เกิน 5 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอถ้าผู้ขอไม่ได้รับแจ้งภายในกำหนดเวลา 5 วัน ให้ถือว่าได้รับอนุญาตให้บรรทุกของโดยเรืออื่นได้ (มาตรา 19)

           ทั้งนี้ สำนักงานจะออกหนังสืออนุญาตตามคำขอรับหนังสืออนุญาตตามมาตรา 19ให้ผู้ส่งของบรรทุกของโดยเรืออื่นได้ เมื่อปรากฏว่า

              1) ในระหว่างระยะเวลาที่กำหนดให้บรรทุกของลงเรือไม่มีเรือไทยที่จะรับบรรทุกของจากท่าเรือที่ จะบรรทุกของนั้น หรือมีเรือไทยแต่ไม่มีระวางพอที่จะบรรทุกของนั้น

              2) มีสนธิสัญญาหรือความตกลงที่รัฐบาลไทยทำกับรัฐบาลต่างประเทศโดยเฉพาะหรือ

              3) มีกรณีที่ต้องผ่อนผันให้เป็นพิเศษ

        4. การส่งเสริม กรณีที่มิใช่เรือไทย เรือที่มิใช่เรือไทยที่ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลซึ่งถือกรรมสิทธิ์เรือไทยเช่ามาเพื่อเสริมจำนวนเรือในเส้นทางที่มีเรือของตนเดินรับขนของอยู่เป็นปกติอาจได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้เช่นเดียวกับเรือไทยตลอดเวลาการเช่าเรือหากผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลแจ้งและแสดงหลักฐานการเช่าเรือต่อสำนักงานและได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายให้ใช้เรือนั้นในธุรกิจการขนส่งทะเลของตนได้ในการนี้ให้รัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตให้ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลเช่าและใช้เรือนั้นในการขนส่งทางทะเลไว้ด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการแจ้ง รวมทั้งหลักฐานการเช่าเรือที่ต้องแสดงตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 21)

        5.การเสียค่าธรรมเนียมพิเศษ (มาตรา 22)

           ก. เหตุในการเสียค่าธรรมเนียมพิเศษ คือ เมื่อมีกฎกระทรวงกำหนดให้การส่งของโดยทางเรือต้องบรรทุกโดยเรือไทยตามมาตรา 17 แล้วถ้าผู้ส่งของผู้ใดไม่ส่งของตามที่กำหนดโดยเรือไทยหรือเรือที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา21 หรือส่งของตามชนิดและประเภทที่กำหนดโดยเรือไทยหรือเรือที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 21 น้อยกว่าอัตราส่วนที่กำหนดไว้และมิได้รับอนุญาตให้ส่งของโดยเรืออื่นตามมาตรา 20

           ข. ผู้ส่งของเสียค่าธรรมเนียมพิเศษเท่ากับสองเท่าของค่าระวางสำหรับการรับขนของนั้นหรือสองเท่าของค่าระวางสำหรับการรับขนของส่วนที่ผู้ส่งของส่งไปไม่ครบอัตราส่วนที่กำหนดให้ส่งโดยเรือไทยการคำนวณค่าระวางเพื่อการเสียค่าธรรมเนียมพิเศษตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง

           ค. ภาระในการเสียค่าธรรมเนียมพิเศษเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ผู้ส่งของส่งของโดยเรืออื่นหรือตั้งแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ระบุในคำสั่งให้ชำระค่าธรรมเนียมพิเศษในกรณีที่ผู้ส่งของส่งของโดยเรือไทยหรือเรือที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 21 ไม่ครบอัตราส่วนที่กำหนด และเมื่อถึงกำหนดชำระแล้วมิได้เสีย ให้ถือว่าเป็นค่าธรรมเนียมพิเศษที่ค้างชำระ

           ง. การเสียค่าธรรมเนียมพิเศษให้ชำระต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

           จ. เพื่อให้ได้รับชำระค่าธรรมเนียมพิเศษที่ค้างชำระให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ซึ่งต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมพิเศษชำระค่าธรรมเนียมพิเศษดังกล่าวรวมทั้งให้มีอำนาจสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมพิเศษโดยไม่ต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งวิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลมเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเมื่อหักค่าธรรมเนียมกับค่าใช้จ่ายในการยึดและขาย และค่าธรรมเนียมพิเศษแล้วถ้ามีเงินเหลือ ให้คืนแก่เจ้าของทรัพย์สิน (มาตรา 23)

        6.เงินป้องกันการเอาเปรียบในการประกอบการขนส่งทางทะเล (มาตรา 24) เมื่อปรากฏว่าผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลผู้ใดให้สิทธิหรือประโยชน์พิเศษแก่ผู้ส่งของหรือได้รับสิทธิหรือประโยชน์พิเศษทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมอันเป็นการเอาเปรียบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลอื่นซึ่งถือกรรมสิทธิ์เรือไทยในการประกอบการขนส่งทางทะเลรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งโดยคำแนะนำของคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

           ก. ให้เรียกเก็บเงินป้องกันการเอาเปรียบในการประกอบการขนส่งทางทะเลจากผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลซึ่งเป็นมูลให้มีประกาศให้เรียกเก็บเงินป้องกันการเอาเปรียบในการประกอบการขนส่งทางทะเลสำหรับของที่ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลนั้นรับขนภายในระยะเวลาที่ระบุในคำสั่งในอัตราที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินจำนวนเงินค่าระวางสำหรับการรับขนของนั้น

           ข. ห้ามเรือของผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลซึ่งเอาเปรียบในการประกอบการขนส่งทางทะเลทั้งหมดหรือบางส่วนมิให้บรรทุกหรือขนถ่ายของ ณท่าเรือในราชอาณาจักรตามระยะเวลาที่กำหนด

           การคำนวณค่าระวางเพื่อการเรียกเก็บเงินป้องกันการเอาเปรียบในการประกอบการขนส่งทางทะเลตามให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง

           การเรียกเก็บเงินป้องกันการเอาเปรียบในการขนส่งทางทะเล ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมศุลกากรและให้นำกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมาใช้บังคับโดยอนุโลมโดยให้ถือเสมือนว่าเงินป้องกันการเอาเปรียบในการขนส่งทางทะเลเป็นอากรขาเข้าหรืออากรขาออกตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรและเพื่อประโยชน์ในการเรียกเก็บเงินป้องกันการเอาเปรียบในการขนส่งทางทะเลให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมีอำนาจกักเรือที่ขนของนั้นไว้จนกว่าผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลจะได้ชำระเงินป้องกันการเอาเปรียบในการขนส่งทางทะเลจนครบถ้วนหรือหาหลักประกันมาให้จนเป็นที่พอใจการออกคำสั่งและการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา(มาตรา 24)

ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลและผู้ประกอบกิจการอู่เรือ

        1. ผู้ประกอบธุรกิจการขนส่งทางทะเล และผู้ประกอบกิจการอู่เรือที่ให้บริการต่อ ซ่อมหรือซ่อมบำรุงเรือที่มีขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งทางทะเล หรือผู้ประกอบกิจการอู่เรือ แล้วแต่กรณีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การขอและการจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง(มาตรา 25)หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาทตลอดเวลาที่ไม่ปฏิบัติตาม (มาตรา 32)

        2. ผู้ที่ประกอบธุรกิจการขนส่งทางทะเล กิจการท่าเรือหรือกิจการอู่เรืออยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับอาจประกอบธุรกิจนั้นต่อไปได้อีก 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแต่ถ้าประสงค์จะประกอบธุรกิจดังกล่าวต่อไปผู้นั้นต้องจดทะเบียนตามมาตรา 25

ท่านคือผู้เข้าชมคนที่

สงวนลิขสิทธิ์ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 6 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพ ฯ 10330 Email : tri@chula.ac.th